Text : rujrada.w

     สำหรับ Startup แล้ว การ Pitching คือส่วนหนึ่งของการทำธุรกิจ การนำเสนอเพียง 3-5 นาทีนั้น คือ การสร้างโอกาสให้นักลงทุนหันมาสนใจและก่อให้เกิดการร่วมทุน ซื้อผลงานไปผลิตในเชิงพาณิชย์ หรือขยายธุรกิจให้เติบโตไปได้ไกลกว่าเดิมได้นั่นเอง

     แล้วจะ Pitching หรือนำเสนอแผนธุรกิจอย่างไรให้น่าสนใจและขายธุรกิจของเราได้ล่ะ? 

 

 

     เราได้กลั่นเทคนิคดีๆ จาก 3 ผู้ก่อตั้งธุรกิจ Startup ที่ผ่านเวทีการ Pitching มาอย่างโชกโชน อย่าง ธีรยา ธีรนาคนาท Co-Founder & CEO CareerVisa Digital, กษิดิศ ประสิทธิ์รัตนพร Founder & Group CEO of Apostofi Holdings และ กฤษฎา ชุตินธร Co-Founder & CEO FlowAccount ที่ได้แชร์ประสบการณ์ Pitching ใน TED FUND TALK Season 2 ให้เหล่า Startup รุ่นใหม่เอาไปปรับใช้กับธุรกิจของตัวเอง

  • ขาย Founder ให้หนัก

     “ใน Early Stage ของ Startup จริงๆ แล้วเราขาย Founder” กษิดิศ ประสิทธิ์รัตนพร Founder & Group CEO of Apostofi Holdings ที่เริ่ม Pitching ตั้งแต่อายุ 15 ปีบอกแบบนั้น

     ซึ่ง กฤษฎา ชุตินธร Co-Founder & CEO FlowAccount ก็เห็นด้วยและให้เหตุผลว่า

     “สำหรับ Startup ที่อยู่ในระยะเริ่มต้น นักลงทุนจะดูที่เจ้าของกิจการและทำไมจึงมาเริ่มธุรกิจนี้ ซึ่งเบื้องหลังคำถามเหล่านั้นคือการพิจารณาว่าเวลาลำบากจะล้มเลิกหรือเปล่า จะสู้ต่อไหม ยอมทุ่มเทเวลาอันยาวนานหรือไม่ เพราะสตาร์ทอัพเวลาทำทีทำเป็น 10 ปี บางคนทำ 20 ปีก็มี”

     เมื่อเห็นความตั้งใจในเบื้องต้น มีวิสัยทัศน์ที่ดีแล้ว ต่อมานักลงทุนจะพิจารณาพื้นฐานความรู้ การศึกษา ประสบการณ์ชีวิต หรือการทำงานที่สามารถมาประยุกต์ใช้ในธุรกิจ มีวิธีการแก้ไขปัญหาที่น่าสนใจ นั่นหมายถึงว่ามีศักยภาพในการเริ่มต้นธุรกิจนั้นได้

 

 

  • Pitching = Storytelling

     เวลา Pitching หาว่าใครจะลงทุนหรือซื้อสินค้าก็ตาม เขาก็ต้องทำความรู้จักเราและธุรกิจ ซึ่งภายในเวลา 2-5 นาทีหรืออย่างมาก 10 นาทีคงเป็นไปได้ยากที่จะรู้จักกันได้อย่างลึกซึ้ง แต่ถ้าสามารถสร้างความประทับใจ และจุดประกายให้นักลงทุนรู้สึกว่าธุรกิจนี้น่าสนใจ อีก 6 เดือนอาจจะหาโอกาสกลับมาคุยกันใหม่ก็ถือว่าเราชนะแล้ว ในระยะเวลาสั้นๆ นั้นต้องพูดให้เข้าเป้าที่สุด ไม่จำเป็นต้องพูดทุกอย่าง ซึ่งสิ่งสำคัญที่เหล่า Startup ต้องบอกเล่ากับนักลงทุน คือ

  1. Market Size ถ้าตลาดใหญ่พอ มีคนประสบปัญหาที่ต้องการโซลูชันของธุรกิจนี้จำนวนมาก นักลงทุนก็จะสนใจ
  2. Team เมื่อจะลงแข่งขันในตลาดที่ใหญ่ขนาดนั้น นั่นหมายความว่าต้องมีผู้เล่นเดิมหรือคู่แข่งในตลาดอยู่แล้ว สิ่งที่นักลงทุนต้องการรู้คือ ผู้ก่อตั้งคือใคร Founding team คือใคร เก่งพอที่จะทำให้แตกต่างจากธุรกิจที่มีอยู่แล้วได้จริงอย่างที่คุยโม้หรือเปล่า
  3. Unfair advantage ความได้เปรียบของธุรกิจเราคืออะไร ต้องบอกได้ชัดว่าทำไมเราถึงจะแก้ปัญหานั้นได้ในขณะที่คู่แข่งหรือโซลูชันที่มีอยู่ปัจจุบันแก้ไม่ได้