เบื้องหลัง “ลูลู่เลม่อน” แบรนด์ที่ฆ่าไม่ตาย ยืนหยัดวงการแฟชั่น Athleisure ถึง 25 ปี

TEXT : วิมาลี วิวัฒนกุลพาณิชย์

 Main Idea

  • 18 ปีของการปั้นแบรนด์ เวสต์บีช ไม่ได้ทำกำไรให้เจ้าของดังอย่างที่คิด

 

  • จนมาสู่การสร้างแบรนด์ “ลูลู่เลม่อน” (Lululemon) ที่แจ้งเกิดได้สำเร็จ แต่ต้องเจอเรื่องดราม่ามากมาย รวมทั้งการบริหารงานพลาดของ CEO จนถูกขับไล่ออก

 

  • กระทั่งได้ผู้บริหารคนใหม่ใช้กลยุทธ์ ”Power of Three” ทำให้แบรนด์กลับมาผงาดในวงการแฟชั่น Athleisure ได้ แถมครองใจผู้บริโภคจนเข้าปีที่ 25 แล้ว

 

     ช่วงหลายปีที่ผ่านมา เทรนด์แฟชั่นการแต่งกายอย่างหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างยิ่งคือ Athleisure ซึ่งมาจากคำว่า Athlete-นักกีฬา บวกกับคำว่า Leisure-การพักผ่อน เป็นการแต่งตัวแนว sporty ด้วยเสื้อผ้าลำลองที่ใส่ออกกำลังกายก็ได้หรือจะใส่เดินเล่น ทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันก็ไม่น่าเกลียด

     เทรนด์แฟชั่นนี้เติบโตทุกปีจนทำให้มีการคาดการณ์ว่าราวปี 2026 หรืออีก 3 ปีข้างหน้า ตลาดเสื้อผ้าออกกำลังกายจะเติบโตมีมูลค่า 257,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้แบรนด์เสื้อผ้ากีฬาหลายแบรนด์ได้รับอานิสงส์ไปตาม ๆ กัน และหนึ่งในแบรนด์ที่อยู่เบื้องหลังเทรนด์แฟชั่น Athleisure นี้ก็คือ “ลูลู่เลม่อน” (Lululemon) ผู้ค้าปลีกเครื่องแต่งกายกีฬาข้ามชาติของแคนาดา ที่มีสำนักงานใหญ่สหรัฐอเมริกา

     ลูลู่เลม่อนเริ่มต้นจากการเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายกางเกงโยคะและชุดโยคะ ก่อนจะได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วกลายเป็นแบรนด์ไลฟ์สไตล์ในหมู่สาว ๆ วัยมิลเลนเนี่ยล จนมีการขยายไปยังชุดกีฬาและเครื่องแต่งกายอื่น ๆ นับตั้งแต่ก่อตั้งเมื่อปี 1998 ที่แคนาดา แม้จะเกิดดราม่าบ้าง แต่ลูลู่เลม่อนก็ยังเป็นแบรนด์ครองใจผู้คนจนเข้าปีที่ 25 แล้ว ไปศึกษาแนวคิดของผู้ก่อตั้งแบรนด์กัน

18 ปีที่ไม่ได้กำไรอย่างที่คิด

     ลูลู่เลม่อนเป็นแบรนด์ที่ก่อตั้งโดย เดนนิส เจ. วิลสัน หรือรู้จักกันในนาม ชิป วิลสัน เขาเกิดที่แวนคูเวอร์แคนาดา แต่เติบโตที่แคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ หลังเรียนจบด้านบริหารธุรกิจ เขาได้งานที่บริษัทเกี่ยวกับก๊าซและน้ำมัน แม้เป็นงานที่ไม่ชอบนักแต่ต้องทนทำหวังเก็บเงินเพื่อทำธุรกิจเล็ก ๆ ที่ใฝ่ฝัน ที่สุดแล้วเขาก็ได้เปิดร้านเสื้อผ้ากีฬาสมใจปรารถนา และขยับขยายมาสร้างแบรนด์ของตัวเองใช้ชื่อ “เวสต์บีช” (Westbeach) โดยเขาออกแบบเอง เช่น กางเกงวอร์ม กางเกงขาสั้นใส่เล่นกีฬา กางเกงใส่เล่นสเก็ต สโนว์บอร์ด และกีฬาโต้คลื่น เป็นต้น

     เวสต์บีชดูเหมือนจะไปได้สวย เป็นที่ยอมรับในกลุ่มลูกค้าช่วงทศวรรษ 1980-1990 ก่อนประสบปัญหาด้านซัพพลายเชน และการกระจายสินค้า และวิลสันต้องทำใจยอมรับว่า 18 ปีของการปั้นเวสต์บีช กำไรไม่ได้เป็นไปอย่างที่คาด เขาตัดสินใจขายธุรกิจแล้วหอบเงินก้อนโตกลับไปใช้ชีวิตแบบสบาย ๆ ที่แวนคูเวอร์ ระหว่างที่กำลังค้นหาตัวตนอยู่นั้น วิลสันก็เริ่มฝึกโยคะเนื่องจากมีปัญหาปวดหลังและบาดเจ็บเรื้อรังจากการออกกำลังกาย

     ระหว่างเล่นโยคะ แทนที่จะมีสมาธิกับการกำหนดลมหายใจ แต่วิลสันกับครุ่นคิดเกี่ยวกับโปรเจ็กต์ใหม่ที่อยากทำ เขาสังเกตว่าเสื้อผ้าโยคะของบรรดาสาว ๆ ที่ฝึกโยคะกับเขามีจุดบกพร่องหลายจุด เป็นต้นว่า ไม่พอดีกับรูปร่าง เนื้อผ้าไม่กันเหงื่อ และขาดคุณสมบัติที่ดีในการเป็นชุดโยคะ ความคิดเกี่ยวกับธุรกิจก็ผุดขึ้นในสมองทันที

แจ้งเกิดแบรนด์ที่มาพร้อมกับดราม่า

     วิลสันหวนคืนสู่ธุรกิจเสื้อผ้าออกกำลังกายอีกครั้งโดยโดยวางกลยุทธ์ดังนี้ 1.จับตลาดชุดออกกำลังกายเฉพาะกลุ่ม 2. ทำความเข้าใจกลุ่มลูกค้าเป้าหมายให้ดี 3. ศึกษาโมเดลค้าปลีกที่แตกต่างออกไป และ 4. สร้างแบรนด์สตอรี่ เขาใช้เวลาพูดคุยกับครูสอนโยคะ และเพื่อน ๆ ร่วมชั้นโยคะด้วยกันจนกระทั่งตกผลึกว่าแบรนด์ที่เขากำลังจะปั้นขึ้นใหม่ต้องสะท้อนพลังหญิง “Power Women and Super Girls”

     วิลสันกำหนดคุณสมบัติของสาว ๆ ที่จะมาเป็นสาวกแบรนด์ชุดโยคะของเขาว่าต้องเป็นกลุ่มคนที่มีเงิน ใส่ใจสุขภาพ ทานอาหารออร์แกนิก ชอบออกกำลังกาย และรักแฟชั่น ที่สำคัญเป็นสาว ๆ ที่รักอิสระเสรีเหนือสิ่งอื่นใด ไม่แคร์เรื่องการหย่าร้าง ปี 1998 ลูลู่เลม่อนก็ได้ฤกษ์เปิดตัวด้วยกางเกงเลกกิ้งสำหรับโยคะ วิลสันใช้เวลาและพิถีพิถันตั้งแต่การเลือกผ้า การออกแบบ การตัดเย็บ เขาใส่ใจทุกรายละเอียด จนกางเกงโยคะลูลูเลม่อนรุ่นดังกล่าวเป็นที่จดจำกลายเป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์จนถึงทุกวันนี้

     อย่างไรก็ตาม การแจ้งเกิดของแบรนด์มักมาพร้อมดรามาต่าง ๆ นานา เช่น การตั้งชื่อแบรนด์ “ลูลู่เลม่อน” ที่ประกอบด้วยอักษร L 3 ตัวและไม่ได้มีความหมายอะไร วิลสันให้เหตุผลว่าเพราะคนญี่ปุ่นออกเสียงตัว L ไม่ค่อยได้ และเขาเชื่อว่าหากแบรนด์ไหนสะกดด้วยตัว L ในสายตาผู้บริโภคเอเชีย แบรนด์นั้นจะดูพิเศษ ดูหรู และน่าสนใจ ซึ่งภายหลัง วิลสันถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าเหยียดเชื้อชาติ และการถูกจับโป๊ะว่าผ้าไวต้าซี (Vitasea) ที่นำมาตัดเย็บเสื้อผ้าออกกำลังกายไม่ได้ทำจากสาหร่ายอย่างที่วิลสันกล่าวอ้าง

     แม้จะถูกตรวจสอบจากสื่อ แต่ธุรกิจลูลู่เลม่อนกลับเติบโตต่อเนื่องซึ่งต้องยกเครดิตให้วิลสันที่เป็นคนกำหนดโมเดลธุรกิจ ร้านลูลู่เลมอนที่แวนคูเวอร์ไม่ได้เป็นแค่ร้านขายเสื้อผ้าออกกำลังกาย แต่ยังเปิดเป็นสตูดิโอโยคะให้ผู้คนมาฝึก มาพูดคุยกันเกี่ยวกับวิถีการมีสุขภาพดี มาซื้อขนมออร์แกนิก และมารับคำแนะนำดี ๆ จากพนักงานขายที่ผ่านการอบรมมาอย่างดี เมื่อบวกกับกลยุทธ์การวางผังแสดงสินค้าในร้าน ทำให้ยอดขายลูลู่เลม่อนต่อตารางเมตรนั้นเทียบเท่าแบรนด์แอปเปิล และทิฟฟานีเลยทีเดียว ในส่วนของการวางตำแหน่งแบรนด์นั้น วิลสันกำหนดให้ลูลู่เลม่อนเปรียบดั่ง “ศาสนจักรของคนออกกำลังกาย” ที่สาว ๆ ผู้อยากเท่ต่างต้องการเข้าไปมีส่วนร่วม

     อย่างไรก็ดี เมื่อบริบททางวัฒนธรรมในสังคมเปลี่ยนไป ไม่ใช่ผู้บริโภคทุกคนที่รู้สึกร่วมไปกับลูลู่เลม่อน อีกทั้งบางส่วนยังมองว่าการมีอยู่ของแบรนด์เป็นเพียงสัญลักษณ์ทางสถานะปลอม ๆ น่ารำคาญ กอปรกับการชอบแสดงความคิดเห็นแบบเกรียน ๆ หลายต่อหลายครั้งของวิลสันจนทำให้หุ้นบริษัทดิ่ง สร้างความเบื่อหน่ายให้บรรดาผู้ถือหุ้นบริษัทจนต้องขับเขาออกจากการเป็นซีอีโอในปี 2013 และออกจากการเป็นบอร์ดผู้บริหารในปี 2015

"Power of Three" กลยุทธ์สู่ความสำเร็จ

     จากที่เคยเฟื่องฟูมานานนับทศวรรษ ลูลู่เลม่อนเผชิญภาวะถดถอยทางการเงิน หุ้นบริษัทร่วง 11 เปอร์เซ็นต์  รายได้ก็ร่วงด้วยเช่นกัน ภายใต้การนำของผู้บริหารคนใหม่ ปี 2019 ลูลู่เลม่อนก็กลับมาแข็งแกร่งอีกครั้งจากการดำเนินกลยุทธ์ ”Power of Three” ที่ประกอบด้วย 1. Product innovation นอกจากเปิดตัวสินค้าใหม่ ๆ ในหมวดหมู่สตรี ยังกระตุ้นยอดขายในกลุ่มสินค้าสำหรับผู้ชายด้วย 2. Omni guest experience สร้างประสบการณ์ให้ลูกค้าสามารถช้อปปิ้งได้อย่างลื่นไหลผ่านทุกช่องทางของแบรนด์ทั้งออฟไลน์และออนไลน์ และ 3. Market expansion ขยายตลาดเพิ่มากขึ้นโดยรุกหนักในตลาดต่างประเทศมากกว่าเดิม 4 เท่า 

     ในมุมมองของนักการตลาด สิ่งที่เรียนรู้จากลูลู่เลม่อนในการฟื้นแบรนด์จนสามารถกลับมาผงาดได้อีกครั้งมีดังนี้ 1. ตามเทรนด์พฤติกรรมผู้บริโภค มีหน้าร้านอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีบริการออนไลน์ด้วย และต้องทำคอนเทนต์เพื่อโปรโมทสินค้าและแบรนด์ทุกช่องทางโซเชียลมีเดีย 2. วางตำแหน่งแบรนด์ใหม่ ไม่จำกัดแค่แบรนด์สำหรับการออกกำลังกาย แต่เป็นแบรนด์ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม พร้อมกับทำแคมเปญกิจกรรมต่าง ๆ ให้ผู้บริโภคได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมที่จัดขึ้น และ 3. รู้จังหวะในการขยายตลาด ลูลู่เลม่อนแจ้งเกิดในฐานะแบรนด์เสื้อผ้าโยคะผู้หญิง เมื่อตลาดเริ่มมีคู่แข่งมากขึ้นก็ขยับขยายไปยังสินค้าสำหรับผู้ชายและประสบความสำเร็จอย่างงดงามจากกางเกงโยคะสำหรับผู้ชาย และกางเกง ABC (anti-ball crushing) ที่ออกแบบให้สวมใส่สบายและมีอิสระในการเคลื่อนไหว  

     บทสรุปจากแบรนด์ ความสำเร็จตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกของลูลู่เลม่อนเกิดจากการพัฒนาสินค้าและบริการโดยยึดโยงลูกค้าเป็นหลักโดยผ่านการดีไซน์ผลิตภัณฑ์ การสร้างแบรนด์ เทคนิคการขาย และการจุดประกายลูกค้าในการเป็นกระบอกเสียงให้แบรนด์ และเมื่อบริบททางสังคมเปลี่ยนไปจนทำให้เข้าสู่ขาลง ลูลู่เลม่อนก็สามารถปรับตัว  ปรับภาพลักษณ์ให้เข้ากับสถานการณ์และสามารถกลับมาครองใจผู้บริโภคได้อีกครั้ง

ที่มา : https://latana.com/post/lululemon-deep-dive/

 

www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี

RECCOMMEND: ENTREPRENEUR

เจาะกระบวนท่าท้าดวล ส่ง “อบอวล” สู้ศึกตลาดยาดม ปรุงกลิ่นหอมแปลกใหม่ ไม่เหมือนใครจากมือแพทย์แผนไทยประยุกต์สุดล้ำ!

“อบอวล” แบรนด์ยาดมสุดชิค ที่กำเนิดจากความคิดของแพทย์แผนไทยประยุกต์ ที่ ไม่ใช่แค่สดชื่น แต่ต้องถึงกับร้องว่า “มีกลิ่นนี้ด้วยหรือฟะ!” อะไรคือเบื้องหลังที่ทำให้ “อบอวล” ที่มีอายุกว่า 3 ปี โดดเด่นไม่แพ้ใคร..ลองไปกะเทาะดูเนื้อในของธุรกิจกัน

ทำไม Live Exchange จึงเป็นตลาดทุนที่ SME อยากโตต้องรู้จัก ฟัง ประพันธ์ เจริญประวัติ

พูดคุยกับบ "ประพันธ์ เจริญประวัติ" ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ MAI และ Live Exchange ที่จะบอกเล่าว่าทำไม การระดมทุนคือกลไกสำคัญที่จะพา SME ไปสู่ความสำเร็จ และ Live Exchange คือบันไดขั้นแรกที่ SME ทุกขนาดต้องรู้จัก

 The 3rd daughter วาดฝันให้เป็นจริง จากสติกเกอร์สู่แบรนด์ไลฟ์สไตล์ที่ครองใจคนกว่า 10 ปี

ชวนไปดูเส้นทางการทำธุรกิจที่เริ่มต้นจากความหลงใหลในศิลปะจนพัฒนาแบรนด์ The 3rd daughter เข้าไปอยู่ในชีวิตของใครหลายคนผ่านสารพัดของกระจุกกระจิกที่แสนน่ารักมาได้มากกว่า 10 ปี! ของตาต้า-ลดาพร ทรัพย์ภคกุล