“ปากกัด ฟัดไม่ปล่อย” รับมือโควิดระลอกใหม่ด้วยใจสู้!




     เปิดหัวเรื่องมาอย่างกับหนังจีนยุค’90 .. ยุคที่เห็น “เฉินหลง” อะไรก็เป็นฟัดไปหมด ลุยแหลก บู๊ล้างผลาญ มันต้องยิ่งใหญ่อลังการ จะทำอะไรสักอย่างมันต้องกล้าลงทุน กล้าได้ กล้าเสีย .. แต่ในยุคปัจจุบันไปลุยมากไม่ได้ จะบู๊อย่างเดียวไม่น่ารอด แล้วหน้า “โจวซิงฉือ” กับ “อู๋ม่งต๊ะ” ก็ลอยมาเลยว่า .. คนเล็ก เล็กไว้ก่อนชั่วโมงนี้ ต้องคนเล็กสู้ฟัดเท่านั้น ถึงจะรอดจากสถานการณ์ในปัจจุบัน
 

     ถ้าเป็นหนังไทยยุค’90 ชื่อแรกที่นึกออก คือ “กลิ้งไว้ก่อน..พ่อสอนไว้” กลิ้ง ยังไงให้ไปข้างหน้า ขึ้นทางชันก็กลิ้งถอยหลังเป็น มันคือการกลิ้งเพื่อเอาตัวรอดจากคำพ่อสอน ถ้าเชื่อก็นำมาปรับใช้ หาประโยชน์จากมันให้ได้มากที่สุด
“จะใหญ่จะย่อ ก็พ่อเรา ..” ป๊าบอกเสมอว่า ที่สร้างมาอยากให้ต่อยอดขึ้นไปเมื่อถึงเวลา .. แต่ถ้ามันไปไม่ได้ก็อย่าฝืน เดินดีๆ อย่างมีสติและคิดอย่างรอบคอบ





      ร้านหมูทำอะไรก็อร่อยของเรา อยู่ในพื้นที่เขตบางพลัด ปิ่นเกล้า หลายพื้นที่เป็นกลุ่มเฝ้าระวัง สิ่งที่ทำได้ดีที่สุดก็คือต้องดูแลรักษาความสะอาด ใส่หน้ากากอนามัย ล้างมือ เตรียมแอลกอฮอล์ให้ลูกค้าได้ล้างมือ จากมาตรการของรัฐที่ให้เว้นระยะห่าง จัดใส่ห่อ หรือใช้บริการจัดส่งของหลายๆ แอปพลิเคชันก็สะดวก และการทำความเข้าใจกับลูกค้าก็ช่วยได้เยอะ ไม่มากก็น้อย .. และอีกมาตรการหนึ่งที่ถือว่ากระตุ้นยอดขายให้เพิ่มขึ้นได้ดีในช่วงที่ผ่านมา คือโครงการคนละครึ่ง ..พวกนี้มันช่วยให้เราที่เป็นคนค้าขายพอปรับตัวได้ เพื่อผ่านสถานการณ์นี้ไปด้วยกัน


     จากสภาพเศรษฐกิจในยุคปัจจุบัน ข้ามปีที่เรียกว่า ย่ำแย่สุดๆ ปีหนึ่งของชีวิตเลยก็ว่าได้ คำอวยพรขอให้ทุกอย่างผ่านไปด้วยดี  ผ่านจริงๆ ไม่ได้ผ่านไปนะ แต่เป็นการผ่านกลับมาของโรคติดต่อที่ยังไม่ได้หายไปไหน วนเวียนกลับมาอีกครั้ง กลับมาและเพิ่มจำนวนการติดเชื้อที่มากว่าเดิม กลับมาตรงรอยต่อในวันหยุดปีใหม่ที่หลายๆ คนเดินทางกลับบ้าน สิ่งที่น่ากลัวคือโรคนี้มันดูไม่ออกว่า ใครเป็น ใครไม่เป็น กว่าจะพบกว่าจะตรวจเจอไทม์ไลน์ ก็เดินทางไปทั่วจังหวัดแล้ว นี่ยังไม่นับข่าวจริงข่าวปลอมที่แชร์ๆ  กันไปมาด้วยความวิตกกังวลอีกว่า อะไรจริงอะไรไม่จริง ก็ยิ่งเพิ่มความน่ากลัวเข้าไปอีก


      ในฐานะผู้ประกอบการเองผมมองว่าเราควรเลือกดูข่าวอย่างมีสติ ดูข่าวที่มีความน่าเชื่อถือและปฎิบัติตามอย่างเคร่งครัด ถึงแม้มันจะได้รับผลกระทบบ้าง ชอบบ้าง ไม่ชอบบ้าง แต่เราก็ต้องผ่านมันไปด้วยความอดทน คิดถึงคนส่วนรวม ถ้าเราไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมด ก็เชื่อว่าผลประโยขน์มันก็ตกที่พวกเราเอง อดทนให้ผ่านไปอีกเดือนหรือสองเดือน วัคชีนการรักษาก็จะเริ่มเข้ามามีส่วนมากขึ้น ตามลำดับความสำคัญ คือเจ้าหน้าที่การแพทย์ที่เป็นด่านแรกที่ต้องเจอกับโรคนี้ และผู้สูงอายุ ตามด้วยประชาชนทั่วไป ตามลำดับ เราจะได้กลับมาใช้ชีวิตปกติอย่างที่เราเคยเป็น ทำมาค้าขายได้เหมือนเดิมเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์





      ถ้าถามว่าตอนนี้เราต้องทำยังไง ผมมองว่าต้อง “ปากกัด-ตีนถีบ”


     ปากกัด .. สองมือ เราลงมือแล้วทำไม่พอก็ใช้ปากช่วย ช่วยด้วยวาจา คำพูด หรือแม้แต่กัดฟันช่วยให้เกิดแรงฮึดสู้ สู้กับปัญหาต่างๆ นานา  อดทน อดทน แล้วก็อดทน เชื่อว่ามันจะดี มันก็ต้องดี
               

    ตีนถีบ .. ถีบออกไปไกลๆ ปัญหาต่างๆ นานา ผลักส่งตัวเองให้พ้นออกมา ก้าวไปข้างหน้าให้ได้ ถีบแรงๆ ผ่านปี เก่าไปแล้ว ถีบตัวเองขึ้นมา ปรับตัวได้ก่อนก็ได้เปรียบทางธุรกิจ
               

     ปากกัด ตีนถีบ .. พูดภาษาชาวบ้านให้เข้าใจง่ายๆ คือ ทำทุกวิถีทางให้ร้านค้าอยู่รอด ดิ้นรนรักษาสถานภาพให้ผ่านเหตุการณ์ร้ายๆ ให้ผ่านไป และดำรงคงอยู่จากรุ่นสู่รุ่น เหมือนที่คนรุ่นก่อนนี้ทำได้ รุ่นเราก็ต้องทำได้เหมือนกัน
               

      ขอเอาใจช่วยให้ทุกคนผ่านวิกฤตระลอกใหม่นี้ไปได้ด้วยดี



 
 
 


www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอ

RECCOMMEND: ENTREPRENEUR

พลิกตำรายา 150 ปี สู่อาณาจักรสุขภาพแห่งอนาคต ทายาทขุนอภิบาลบ่อพลับ ร่วมสร้างธุรกิจครอบครัว

เป้าหมายการทำธุรกิจของหลายคนอาจเป็นเรื่องรายได้ แต่สำหรับ ต๊อก-ปีรัชด์ อนันตพันธ์ และ แต๊ก-ปานชาติ มิตรกูล มีเป้าหมายสร้างแบรนด์ "อภิบาลบ่อพลับ" เพื่อให้ทุกคนได้ระลึกถึงตำรายาไทย 150 ปี จากบรรพบุรุษของเขาที่ชื่อ ขุนอภิบาลบ่อพลับ

tISI แบรนด์แฟชั่นย้อมสีธรรมชาติ ส่วนผสมลงตัวงานคราฟต์ไทยกับดีไซน์ร่วมสมัย ที่ฝันว่าวันหนึ่งจะไปตั้งขายอยู่กลางกรุงปารีส

ปัญหาหนึ่งของงานคราฟต์ไทย ที่ทำให้ไม่ได้รับความนิยมมากเท่าที่ควร แม้จะเป็นงานทรงคุณค่า ก็คือ ไม่สามารถนำมาประยุกต์ใช้จริงอยู่ในชีวิตประจำวันได้ แต่อาจไม่ใช่กับ tISI (ธิซายด์) แบรนด์แฟชั่นไทยน้องใหม่ที่มองว่าไม่จำเป็นต้องอนุรักษ์ หากสิ่งนั้นเป็นที่ต้องการอยู่แล้ว

สานต่อตำนาน 70 ปี ทายาทรุ่น 3 ปัดฝุ่น รร.แสงทองเฮอริเทจ สู่แลนด์มาร์คใหม่แห่งนครพนม

เพราะความฝันที่จะสานต่อโรงแรมเก่าแก่ "แสงทอง" ที่บรรพบุรุษสร้างขึ้น กรรณิการ์ หนูห่วง ทายาทรุ่นที่ 3 จึงตัดสินใจกลับ จ.นครพนม เพื่อหวังฟื้นฟูโรงแรมที่มีสถาปัตยกรรมโบราณให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ท่ามกลางความไม่เห็นด้วยของครอบครัว และโจทย์หินมากมาย