
เรื่อง ธีรนาฎ มีนุ่น
ภาพ กฤษฎา ศิลปะไชย
คำว่า DIY หรือที่ย่อมาจากคำว่า “Do It Yourself” หลายคนอาจจะคุ้นชินหรือนึกไปถึงสินค้าประเภทเฟอร์นิเจอร์ของตกแต่งบ้านเสีย แต่เชื่อหรือไม่สินค้าประเภทเบเกอรี่ก็มีการนำรูปแบบ DIY มาใช้ได้เช่นเดียวกัน
“The Icing Room” เป็นผู้เข้ามาสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับวงการร้านขนมเค้ก ด้วยการเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์หน้าเค้ก รวมถึงการตกแต่งแพกเก็จจิ้งของตนเองได้อย่างอิสระ ภายใต้คำจำกัดความ “Design It Yourself”

The Icing Room เกิดขึ้นเมื่อราว 6 ปีที่ผ่านมา นับเป็นแบรนด์น้องใหม่ในครอบครัว “BreadTalk” ร้านเบเกอรี่แบรนด์ดังสัญชาติสิงคโปร์ที่กำลังได้รับความนิยมอยู่ในขณะนี้ โดยแรกเริ่มมีการวางรูปแบบร้านเป็นไลฟ์สไตล์บูติกเบเกอรี่ คือนำเสนอเค้กที่มีหน้าตาน่ารักและมีรูปแบบแตกต่างไปจากเค้กทั่วไป จากนั้นจึงมีการสร้างสรรค์ให้เกิดความแปลกใหม่ เพิ่มบริการเค้ก DIY ให้ลูกค้าสามารถดีไซน์ และตกแต่งหน้าเค้กได้ตามสไตล์ที่ชอบและเหมาะกับโอกาสสำคัญต่างๆ
“ในสิงคโปร์ก็มีโมเดลแบบนี้อยู่บ้าง แต่ส่วนมากเป็นเพียงส่วนหนึ่งของร้านเบเกอรี่ สำหรับ The Icing Room เราก็เลือกนำโมเดลนี้มาดำเนินการอย่างเต็มรูปแบบ คือลูกค้าสามารถ DIY เค้กได้เอง มีแพกเก็จจิ้ง มีริบบิ้น และของตกแต่งอื่นๆ ให้ลูกค้าได้ดีไซน์ พร้อมมอบให้กับคนอื่นๆ ได้ทันที เรียกว่าเราแทบจะเป็นแบรนด์เดียวทั้งในเมืองไทยและสิงคโปร์ที่มีคอนเซ็ปต์แบบนี้”

วรชัย จรูญประสิทธิ์พร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เบร็ดทอล์ค (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าวว่า โมเดลอันแตกต่างภายใต้จุดเด่นที่เรียกว่า “Cake decorative services” ส่งผลให้ The Icing Room ได้รับความสนใจจนสามารถขยายสาขาภายในเกาะเล็กๆ อย่างสิงคโปร์ได้ถึง 5 สาขา ถือว่าเป็นความสำเร็จที่น่าจับตามอง และเมื่อมีการเปิดตัวในประเทศไทยประมาณ 2 ปีที่ผ่านมา โมเดลใหม่นี้ก็สามารถดึงดูดความสนใจจากผู้คนได้เป็นวงกว้าง
“เนื่องจากเราสร้างสิ่งใหม่ๆ ที่ในตลาดยังไม่มี จึงทำให้ได้รับความสนใจเป็นจำนวนมากจากทั้งลูกค้าและสื่อต่างๆ ส่วนหนึ่งเพราะโมเดลนี้ไปสอดรับกับพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของผู้คน ซึ่งหันมาให้ความสนใจกับสินค้าที่เขาสามารถมีประสบการณ์ร่วมได้ อีกส่วนก็คือการมาเติมเต็มความต้องการของคนที่อยากทำเค้ก แต่ยังไม่มีโอกาสได้ลองทำ”

ขณะเดียวกัน โมเดลใหม่นี้ยังส่งผลให้แบรนด์สามารถหลีกเลี่ยงการแข่งขันที่รุนแรงได้ โดยผู้บริหาร The Icing Room กล่าวว่า ในส่วนของเค้ก DIY นั้นมีคู่แข่งน้อยมาก สำหรับเค้กแต่งสำเร็จอาจมีคู่แข่งบ้าง ทว่าไม่ใช่คู่แข่งโดยตรง เนื่องจากคอนเซ็ปต์ของแบรนด์คือเค้กแฟนซี เช่นรูปสุนัข แฮมเบอร์เกอร์ ฟุตบอล รูปหมู หรือรูปแมว เป็นต้น ซึ่งความแตกต่างอย่างชัดเจนในด้านโปรดักส์ไลน์ เป็นการเพิ่มความแปลกใหม่นอกเหนือจากเค้กแต่งสำเร็จทั่วไปที่มีอยู่ในท้องตลาด จึงเรียกว่าแทบจะไม่มีคู่แข่งขัน
“เนื่องจากเป็นสิ่งแปลกใหม่ที่ตลาดให้การยอมรับได้ดี ฉะนั้นในเรื่องการตลาด หรือการประชาสัมพันธ์ก็ไม่ใช่สิ่งยากสำหรับเรา เพราะเมื่อสื่อให้ความสนใจ แน่นอนว่าลูกค้าจะเข้ามาหาเราเอง โดยกลุ่มลูกค้าของเราเริ่มตั้งแต่ 5 ขวบ ไปจนถึง 30 กว่า จะเห็นว่าช่วงอายุค่อนข้างกว้าง นั่นเพราะเราสามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้ทุกกลุ่ม และลูกค้าเองก็สามารถมอบเค้กในโอกาสพิเศษต่างๆได้อย่างไม่จำกัด”

โดยหากมองถึงยอดขายหรือผลกำไร วรชัยกล่าวว่าอาจไม่ได้มากมายนัก ทว่าเรื่องการสร้างจุดยืนของแบรนด์นั้นถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี
“การนำโมเดลธุรกิจตัวนี้เข้ามา เราทราบว่ามีตลาดแต่อาจไม่ได้ใหญ่โต เรียกง่ายๆ ว่าเป็นนิชมาร์เก็ต ฉะนั้น เรื่องการขยายสาขาจำนวนมากๆ ไม่ใช่สิ่งที่เรามุ่งเน้น เพราะเราต้องการนำเสนอว่าแบรนด์เรามีความแตกต่าง แบรนด์เราสามารถที่จะตอบสนองความแตกต่างต่อความต้องการของลูกค้าได้ บริการลูกค้าได้หลายประเภท เนื่องจากมีความต้องการตรงนี้อยู่ เราก็เข้ามาสร้างทางเลือกให้ลูกค้า ในรูปแบบที่เป็นเค้กจากโรงงานไม่สามารถทำได้”

ทั้งนี้ กรรมการผู้จัดการกล่าวทิ้งท้ายว่า ธุรกิจเบเกอรี่มีทั้งในส่วน Face Store คืออบสดหน้าร้าน หรือ Factory ที่ทำจากโรงงาน ฉะนั้น สำหรับผู้มีความต้องการจะเป็นเจ้าของกิจการ จะต้องค้นหาว่าตนเองมีความถนัดในประเภทใด กลุ่มลูกค้าคือใคร สำคัญที่สุดคือต้องมีความแตกต่างจากตลาดจึงจะได้รับการยอมรับ เพราะถึงแม้ตลาดเบเกอรี่จะมีอัตราการเติบโตทุกๆปี และยังเป็นตลาดที่เปิดกว้าง แต่ก็เป็นการเปิดรับสำหรับสินค้ามีไอเดียเท่านั้น
The Icing Room ได้พิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจน ถึงประสิทธิภาพของความแตกต่างในการเป็นบัตรผ่านสู่ความสำเร็จในโลกธุรกิจ!!
Crate by smethailandclub.com