​เรื่องดีๆ ที่ซ่อนอยู่ในแต่ละก้าว ของ “ตูน บอดี้สแลม”

by SME Thailand 26 กย. 2018
Share:




 

     เมื่อ “การวิ่ง” ไม่ใช่เพียงแค่ก้าวขาทั้งสองข้างด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้น แต่เป็นประตูอีกบานที่เปิดให้เราได้เข้าไปเรียนรู้และเข้าใจตัวตน “อีกคน” ที่อยู่ในตัวเรา ขอเพียงแค่กล้าที่จะก้าวและเชื่อในสิ่งที่ทำ อีกหนึ่งคำพูดดีๆของ “พี่ตูน” บอดี้สแลม อาทิวราห์ คงมาลัย ที่วันนี้เป็นแรงบันดาลใจให้กับใครหลายคนลุกขึ้นมา “วิ่ง” และทำความรู้จักกับตัวเองไปทีละก้าว และรู้ไหมว่า ในแต่ละก้าวของการวิ่งสำหรับผู้ชายคนนี้ ได้ซ่อนเรื่องดีๆ ไว้มากมาย
 

พบ “อีกหนึ่งตัวตนที่เป็นเรา”


     ใครจะคิดว่า คนอย่าง พี่ตูน ที่ประสบความสำเร็จยืนอยู่บนเวทีท่ามกลางแฟนเพลงเป็นหมื่นเป็นพันกลับรู้สึกโดดเดี่ยว ท่ามกลางผู้คนมากมายที่อยู่รายล้อม ทำไมบางวันกลับรู้สึกว่าอยู่คนเดียว ความชินชาเกิดขึ้นเป็นระยะ ภาพเดิมๆฉายวนซ้ำๆ ที่สำคัญเมื่ออาชีพในฝันที่เคยมี กลับกลายเป็นงานประจำทำให้รู้สึกว่าแล้ว เราจะไปต่อยังไงเมื่อมันไม่ต่างจากคนเข้าออฟฟิศ เราอยู่บนเวทีคอนเสิร์ตแล้วมีคำว่าจะต้องไปขึ้นทุกวันๆ ทั้งๆ ที่บางทีเราก็ไม่ได้อยากร้องเพลงทุกวัน สิ่งเหล่านี้ก่อร่างเป็นความฟุ้งซ่าน และเพื่อที่จะหยุดมัน การก้าวเท้าออกไปวิ่ง ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีและทำให้ได้รู้จักกับอีกคนที่อยู่ในตัวเรา  
 




รู้จัก “ผ่อน” เพื่อไปให้ถึงเส้นชัย


     เมื่อการวิ่งกับระยะทางเป็นของคู่กัน แต่หากออกสตาร์ทโดยไม่คิดให้รอบคอบแม้หินเล็กๆ ก้อนเดียวอาจทำให้ล้มลงได้ เหมือนอย่างที่ พี่ตูน บอกไว้ว่าการวิ่งด้วยระยะทางที่ไกลเราไม่สามารถจะทำได้ในรวดเดียวจบและต้องอาศัยการคำนวนอย่างรอบคอบเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายได้อย่างปลอดภัย ด้วยระยะทางที่กำหนดเอาไว้เราต้องเอามาคำนวนกับตัวเองว่าจะทำให้สำเร็จด้วยวิธีการไหน มาค้นตัวเองว่าเป็นนักวิ่งแบบไหน สุดท้ายก็ค้นเจอว่าเราเป็นนักวิ่งแบบ 10 กิโลเมตร ที่วิ่ง 10 กิโลเมตร แล้วรู้สึกสบายๆ พักนิดหน่อยแล้วไปต่ออีก 10 กิโลเมตร การวิ่งครั้งนี้ก็เช่นกันที่นอกจากจะวิ่งวันละ 5 เซ็ตติดกัน 4 วัน แล้วยังต้องมีวันพักเพื่อฟื้นฟูร่างกายและเตรียมความพร้อมสำหรับการออกวิ่งครั้งต่อไปด้วย เพราะฉะนั้นการรู้จัก “ผ่อน” จึงเป็นอีกแรงสำคัญที่ทำให้ถึงจุดหมายได้อย่างที่ตั้งไว้
 
 
เมื่อออกวิ่ง เราจะรู้ว่า “เรานั้นไม่ได้เก่งกว่าใคร”


     การวิ่งได้สอนอะไรหลายๆอย่างให้กับเรา เช่น เมื่อ 5 - 6 ปีที่แล้วที่อายุประมาณ 30 ต้นๆ คิดว่าตัวเองแข็งแรงมาก ช่วงวิ่ง 2 กิโลเมตรแรกเราวิ่งแซงทุกคนไม่ว่าเด็ก ผู้หญิงหรือคนแก่ แต่กิโลเมตรที่ 3 เริ่มหมดแรง กิโลเมตรที่ 4 เริ่มเดิน แต่เด็ก ผู้หญิง คนแก่ ที่เราแซงมาตั้งแต่กิโลเมตรแรกๆกลับวิ่งแซงเราไปด้วยสเต็ปช้าๆแต่มั่นคง ทำให้รู้ว่าสิ่งที่เราคิดนั้นมันผิดที่คิดว่าเราแข็งแรงกว่าเขา เขาสู้เราไม่ได้แน่นอน แต่มันไม่ใช่เลยพออยู่ในสนามวิ่งจริงซึ่งเป็นพื้นที่ใหม่ในชีวิตเรา ทำให้เราได้เรียนรู้และหันมาซ้อมให้มากขึ้น ถามผู้รู้แล้วก็ลงไปในสนามวิ่งมากขึ้น ดังนั้น การวิ่งจึงสอนและให้อะไรมากกว่าการที่มีร่างกายแข็งแรง สุขภาพที่ดี เพราะถือเป็นประตูที่ทำให้เราค้นพบตัวเองในรูปแบบใหม่และเป็นในสิ่งที่เราไม่เคยรู้มาก่อน
 

พิสูจน์ให้ “ตัวเอง” เห็น


     อาจจะมีบ้างที่เรามีความคิดเป็นของตัวเองเพราะอยากจะพิสูจน์ว่าทำได้ อย่างน้อยก็ให้ตัวเองได้เห็นว่าความคิดที่เรามีนั้น เราสามารถทำให้สำเร็จได้ ส่วนตัวเป็นคนไม่ค่อยมีเชื้อเพลิงที่จะพิสูจน์ให้คนนอกเห็นสักเท่าไร เพราะมีความรู้สึกและความเชื่อลึกๆว่า การอยากพิสูจน์และเอาชนะคนข้างนอกอาจจะทำให้หางเสือผิดที่ผิดทางในการที่จะตัดสินใจทำอะไรลงไป เพราะฉะนั้นเลยมองว่า เราอยากพิสูจน์ตัวเองให้ตัวเองเห็นในเรื่องที่เราคิดจะทำให้สำเร็จแค่นั้นเอง เช่นเดียวกันกับที่มีหลายเสียงเป็นห่วงเป็นใยบอกเราว่าไม่ต้องวิ่งให้จบใน 55 วันก็ได้ เราเข้าใจในจุดนั้นแต่เรายังยึดมั่นในสิ่งที่ตั้งโจทย์เอาไว้แล้ว คำนวนมาแล้วว่าเราสามารถทำได้ เราก็อยากจะทำและทำมันอย่างเต็มที่ด้วยให้รู้ว่าจะสำเร็จหรือไม่ อยากลองสักครั้งในชีวิต ไม่อย่างนั้นเราจะไม่ตั้งโจทย์นี้ขึ้นมา ถ้าเราคิดจะทำให้สำเร็จใน 55 วันก็ขอทำให้เต็มที่ ถ้าทำเต็มที่แล้ว จะได้หรือไม่ได้ เราก็ยังดีใจที่เราได้ทำเต็มที่แล้ว
 




“เดิน” ดูบ้างก็ได้


     ปกติที่วิ่งเราจะเจอ “ตัว” ต่างๆมากมายที่อยู่ในตัวเราไม่ว่าจะเป็นตัวขี้เกียจซ้อม ตัวข้ออ้างนู้นนี่ แต่จากการไปวิ่ง 100 กิโลเมตรติตต่อกันครั้งแรกโดยไม่หยุดพักที่ประเทศญี่ปุ่น ทำให้เราเจอ “ตัวยอมแพ้” เป็นครั้งแรก เป็นตัวใหม่ที่เราเจอตอนวิ่งไปได้ระยะทาง 80 กิโลเมตรท่ามกลางสภาพอากาศหนาวเป็นเลขตัวเดียว ฝนตกค่อนข้างแรงและลมกรรโชก ทำให้ขากับใจไม่ไปด้วยกัน ก้าวต่อก้าวเต็มไปด้วยความทรมาน แล้วตัวยอมแพ้ก็เข้ามาทักทาย แต่ในขณะเดียวกัน “ตัวเสียดาย” ก็ปรากฏขึ้นเพราะอีก 10 กิโลเมตรก็จะขึ้นชื่อว่าเป็น 100 กิโลเมตรแรกของเรา ในระหว่างที่ตัวเสียดายกับตัวยอมแพ้ต่อสู้กัน เราเลือกที่จะเดิน จากวิ่งๆ มาเป็นเดินช้าๆ แทนที่จะยอมเลิกไปเลย ลองเดินช้าๆดูก่อนว่าจะไปได้สักกี่ก้าว จนทุกอย่างมันคลี่คลายดีขึ้นด้วยตัวของมันเอง ทำให้เราเรียนรู้ว่ายังมีทางเลือกตรงกลางเสมอ หากเราไม่วิ่งต่อไปหรือล้มเลิกกลางทาง ก็ลองเดินดูบ้าง ก็สามารถไปถึงเส้นชัยได้เหมือนกัน       



www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี
Share:

Related Articles

​​Just Say No…Say Goodbye ปฏิเสธยังไง? ให้บัวไม่ช้ำ น้ำก็ไม่ขุ่น

ในการทำธุรกิจหลายคนอาจประสบกับปัญหาที่เรียกว่า "กลืนไม่เข้า คายไม่ออก" อยากจะปฏิเสธออกไป แต่ก็ไม่กล้าพอ จนทำให้เกิดผลเสียกลับมาสู่ตัวเอง แ..

by SME Thailand| 13 ธค. 2018

​​เอไอเอ ไวทัลลิตี้ เวอร์ชวล รัน 2018 มอบเงินสนับสนุน 4 แสนบาท ส่งต่อสุขภาพดีผ่าน Oxfam

เอไอเอ ประเทศไทย มอบเงินสนับสนุนมูลนิธิ Oxfam จำนวน 400,000 บาท จากกิจกรรม เอไอเอ ไวทัลลิตี้ เวอร์ชวล รัน 2018 ผ่านคณะนักวิ่งจากเอไอเอ ประเทศไทย ที่..

by SME Thailand| 12 ธค. 2018

​เช็คอิน 5 ฟาร์มสเตย์เมืองกรุง

อยากเที่ยวสวน เที่ยวฟาร์ม เดี๋ยวนี้ไม่ต้องไปไกลถึงต่างจังหวัดแล้ว ใกล้ๆ แค่กรุงเทพฯ เรานี่แหละ มีที่ให้เที่ยวเยอะเลย โดยเฉพาะ 5 ฟาร์มสเตย์นี้ น่าไปเ..

by SME Thailand| 27 พย. 2018