​ยุคทองของสำนักพิมพ์เล็กๆ ในวันที่ใครก็พูดว่า ‘สื่อสิ่งพิมพ์กำลังจะตาย’

by SME Thailand. 16 พค. 2018
Share:





 
     ในวันที่ใครๆ ต่างก็พูดว่า...ยุคนี้คนอ่านหนังสือน้อยลง...สื่อสิ่งพิมพ์กำลังจะตาย...แต่ดูเหมือนว่าในงานสัปดาห์หนังสือครั้งล่าสุดที่ผ่านมา เรากลับได้เห็นสำนักพิมพ์เล็กๆ ผุดขึ้นมากมาย ไม่ว่าสำนักพิมพ์รุ่นพี่ที่ก่อตั้งมาสิบกว่าปี หรือสำนักพิมพ์น้องใหม่ แต่ที่สำคัญไปยิ่งกว่า คือ สำนักพิมพ์เหล่านั้นกลับมีเหล่าแฟนประจำเดินแวะเวียนเข้ามาเลือกซื้อหนังสืออย่างไม่ขาดสาย ขณะเดียวกันหนังสือรูปแบบใหม่ๆ ก็มีเกิดขึ้นมากมายอย่างไร้ข้อจำกัด ดูเหมือนจะสวนทางกับคำกล่าวที่ว่าไว้ข้างต้น อะไร คือ ปัจจัยที่ทำให้เกิดสิ่งเหล่านั้น ลองค่อยๆ เลื่อนลงไปอ่าน พร้อมๆ กัน
 


 

ทำหนังสือยุคนี้โปรดักต์ต้องดี
 
     “ทำหนังสือยุคนี้ต้องทำด้วยความรัก การทำหนังสือในยุคก่อน เราอาจให้ค่าหน่วยกิจกับวิชาธุรกิจมากกว่าวิชาโปรดักต์ แต่ ณ ปัจจุบันนี้สองตัวนี้เท่าๆ กันแล้ว จริงๆ โปรดักต์ต้องมีหน่วยกิจสูงกว่ามากๆ ด้วยซ้ำ เพราะเป็นตัวประเมินผลว่าเราจะมีแฟนหนังสือแฟนสำนักพิมพ์เท่าไหร่ แล้วจึงค่อยส่งผลกลับมายังธุรกิจ กลายเป็นข้อดีทำให้ทุกคนพุ่งเป้าไปที่การสร้างสรรค์โปรดักต์ดีๆ มากขึ้น”
 




     สมคิด เปี่ยมปิยชาติ บรรณาธิการแห่ง Fullstop สำนักพิมพ์ที่เน้นผลิตหนังสือภาพและนิยายภาพ ก่อตั้งมายาวนานกว่า 17 ปี ได้เกริ่นก่อนจะเล่าถึงภาพรวมของวงการหนังสือ ณ ปัจจุบันในฐานะบุคคลหนึ่งที่เห็นการเปลี่ยนผ่านของวงการหนังสือมาหลายยุคหลายสมัย
 
 
     โดยสมคิดเล่าว่าการขายหนังสือสักเล่มในสมัยก่อนนั้น สามารถทำได้ง่ายกว่าสมัยนี้มากนัก เนื่องจากผู้บริโภคแต่ละคนมีงบประมาณที่เตรียมไว้เพื่อการซื้อหนังสือ แต่ทุกวันนี้มีสื่อต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย ทำให้งบประมาณที่เคยมีถูกกระจายแบ่งสัดส่วนออกไป จึงเหลืองบไว้สำหรับการซื้อหนังสืออยู่ไม่เท่าไหร่
 
 


     “แต่ก่อนที่หนังสือขายได้ดี เป็นเพราะว่าสื่อต่างๆ ยังไม่มีเกิดขึ้นมากเหมือนทุกวันนี้ ผู้บริโภคจึงสามารถทุ่มงบประมาณกับการซื้อหนังสือได้อย่างเต็มที่ เห็นเล่มนี้น่าสนใจอาจจะลองซื้อมาอ่านดูหน่อย แต่ทุกวันนี้ไม่ใช่แบบนั้น เขาจะเลือกมากขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก ถ้าไม่ชอบมาก ก็จะไม่ซื้อเก็บไว้ ทำให้เกิดผู้อ่านที่เป็นตัวจริงมากขึ้น ผู้ผลิตเองก็ต้องลุกขึ้นมาจริงจังและทุ่มเทกับงานมากขึ้นเช่นกัน จึงทำให้มีหนังสือดีๆ เกิดขึ้นมากมาย”
 
 
โซเชียลมีเดีย ผู้ร้ายที่กลายมาเป็นตัวช่วย
 
     การจะทำให้เกิดสิ่งต่างๆ เหล่านี้ขึ้นมาได้นั้น สมคิดกล่าวว่าต้องอาศัยการสื่อสารที่ดีด้วย โดยหนึ่งในตัวช่วยสำคัญที่ทำให้เกิดปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสำนักพิมพ์ผู้ผลิต คนเขียนหนังสือ และผู้อ่านได้นั้นโซเซียลมีเดียได้เข้ามามีบทบาทอย่างมาก แม้อาจเป็นตัวการหนึ่งที่ทำให้คนหันมาซื้อหนังสือน้อยลง แต่ขณะเดียวกันก็กลับกลายเป็นตัวเชื่อมโยงที่ดีระหว่างสำนักพิมพ์และผู้อ่านให้ได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้เกิดการซื้อขายที่มีประสิทธิภาพ มีการคาดคะเนยอดการผลิตที่แม่นยำได้มากขึ้น ช่วยลดความเสี่ยงในการลงทุนได้มาก
               
 


     “การทำหนังสือทุกวันนี้ ไม่มีคำว่าวัดดวงแล้ว หนังสือต้องถูกขายได้ตั้งแต่วันแรกที่วางจำหน่าย หรือตั้งแต่ยังไม่ได้ตีพิมพ์ด้วยซ้ำ เพราะเขามีความเชื่อถือนักเขียนและสำนักพิมพ์ เหมือนเราไปเจอร้านข้าวอร่อยแล้ว ต่อไปเวลาไปกินเราก็มั่นใจสั่งเลย โดยไม่ต้องดูเมนูแล้ว การขายหนังสือทุกวันนี้ก็เป็นเช่นนั้น ซึ่งเป็นข้อดีจากสื่อโซเซียลมีเดีย คือ ทั้งสำนักพิมพ์ นักเขียน ทำการบ้านสื่อสารกับผู้อ่านก่อนที่จะจัดพิมพ์ออกมาได้ ไม่เหมือนแต่ก่อนนั่งเขียนไปเรื่อยๆ และก็ไปวัดดวงเอาในวันเปิดตัว แต่ไม่ใช่สำหรับในยุคนี้แล้ว จริงๆ แล้วความยากในการทำหนังสือไม่ได้อยู่ที่เรื่องของการขาย แต่อยู่ที่การคำนวณที่ถูกต้องระหว่างจำนวนแฟนหนังสือที่มีและยอดการสั่งพิมพ์ ที่ผ่านมาที่มีปัญหา คือ ความไม่สมดุลระหว่างจำนวนผู้ซื้อกับยอดพิมพ์ ซึ่งสำนักพิมพ์ที่จะเดินต่อไปได้ คือ สำนักพิมพ์ที่มีความแม่นยำในตรงนี้ สิ่งที่จะช่วยให้เกิดตรงนี้ได้ ก็คือ การสื่อสารซึ่งกันและกันระหว่างคนทำหนังสือและผู้อ่าน”
 


 

     ใช่ว่าจะมีเพียงแต่สมคิดที่คิดแบบนี้ คณิตศาสตร์ เสมานพรัตน์ แห่งสำนักพิมพ์มะลิ สำนักพิมพ์น้องใหม่เปิดตัวได้ 5 ปีกว่าที่เน้นผลิตงานหนังสือออกมาในรูปแบบของหนังสือภาพ ก็มีความคิดแบบนี้เช่นกัน
 
 
     “เมื่อก่อนจุดคุ้มทุนต่อการพิมพ์เล่มหนึ่งอยู่ที่ 300-400 เล่ม ผ่านไป 3 เดือนเราอาจต้องมาลุ้นว่าหนังสือที่ไปฝากวางตามหน้าร้านต่างๆ นั้นขายไปได้เท่าไหร่แล้ว จะขาดทุนไหม หรือกำไรหรือเปล่า แต่ตอนนี้เราสามารถให้สั่งพรีออร์เดอร์ล่วงหน้าก่อนสัก 300 เล่มได้เลย ถ้ากระแสมาดีก็พิมพ์ หรือถ้าไม่ดีก็สามารถพับโครงการเก็บไปก่อนได้ ไม่ต้องเจ็บตัว นี่คือ โอกาสของคนตัวเล็กในยุคนี้ ซึ่งสำนักพิมพ์ใหญ่ๆ ก็สามารถใช้ได้เช่นกัน เพียงแต่เขาอาจมีภาระที่ต้องรับผิดชอบมากกว่า”
 
 



ผู้อ่าน คือ หัวใจสำคัญ
 
     นอกจากโซเซียลมีเดียที่เป็นเหมือนสะพานเชื่อมระหว่างคนทำหนังสือและผู้อ่าน อีกปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจหนังสือสามารถดำเนินไปได้ด้วยดี คือ ต้องเข้าใจความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภคด้วย ซึ่งในมุมมองของสมคิดเขามองว่าการทำหนังสือ ก็เหมือนกับการสร้างงานศิลปะประยุกต์ขึ้นมาอย่างหนึ่ง แน่นอนว่าสำนักพิมพ์ย่อมทำหนังสือในแบบที่ตัวเองถนัดหรือมีความชื่นชอบ แต่ขณะเดียวกันในความถนัดนั้น ก็สามารถปรับให้เข้ากับรูปแบบความต้องการของผู้บริโภคได้เช่นกัน
     

 
       
     “เราอาจจะขายข้าวผัด หน้าที่ของเรา คือ ต้องอธิบายให้ได้ว่าข้าวผัดของเรานั้นใส่อะไรลงไปบ้าง และรู้ว่าใครกินของเราบ้าง กินแล้วเป็นยังไง ต้องปรับปรุงอะไรบ้าง ทั้งคนทำและผู้บริโภคต้องถ่ายเทการสื่อสารซึ่งกันและกัน สุดท้ายก็จะได้ข้าวผัดที่ทุกคนต้องการ ถูกใจทั้งผู้บริโภค ขณะเดียวกันก็มีตัวตนของตัวเองด้วย ฉะนั้นผมจึงมองว่าการทำหนังสือ ก็คือ applied art อย่างหนึ่ง ซึ่งวันหนึ่งเมื่อเขาเริ่มเข้าใจกับสิ่งที่เราทำมากขึ้น เราอาจขยับมาทำอะไรที่ยากขึ้น จาก applied art อาจลองทำเป็น pure art เป็นศิลปะที่มาจากตัวเรามากขึ้นก็ได้ จากข้าวผัดธรรมดา เราอาจลองใส่พริกลงไป ให้เขาได้ลองชิมรสชาติใหม่ๆ เราเองก็ได้ลองทำอะไรที่ยากขึ้น งานที่ออกมาก็จะสนุกมากขึ้นด้วย ซึ่งผมชอบวัฒนธรรมการทำหนังสือตอนนี้นะ มันสนุก มีการสื่อสารซึ่งกันและกันระหว่างคนทำหนังสือและผู้อ่านมากขึ้น”
 

 

สร้างปรากฏการณ์ใหม่ คนอ่านรอซื้อ
 
     ความสำเร็จอย่างหนึ่งของการทำธุรกิจหนังสือสำหรับสำนักพิมพ์เล็กๆ ในทุกวันนี้ นอกเหนือจากความสามารถในคำนวณยอดการผลิตให้ใกล้เคียงกับความต้องการของผู้ซื้อหรือผู้อ่านแล้ว ปรากฏการณ์อย่างหนึ่งที่เกิดขึ้น หลังจากมีการสื่อสารกันมากขึ้นระหว่างผู้ผลิตและผู้อ่าน คือ การรอซื้อผลงานจากนักเขียนที่ชื่นชอบ ซึ่งนับวันแฟนตัวยงเหล่านี้มักมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
 



 
     “แฟนหนังสือของเรามีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นะ ทุกวันนี้กลายเป็นกดดันนักเขียนด้วยซ้ำ อย่างงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติที่จัดปีละ 2 ครั้ง ผ่านมา 6 เดือนบางคนรอที่จะมาซื้อ พอเจอมีออกมาใหม่แค่เล่มเดียวต่อนักเขียนแต่ละคน เขาก็ถามว่ามีใหม่เล่มเดียวเองเหรอ ทั้งที่เตรียมงบมาซื้อ 3 เล่ม คือ ตอนนี้มันเริ่มสวนทางกันแล้ว คนอ่านรอซื้อ แต่นักเขียนผลิตออกมาไม่ทัน เพราะการทำหนังสือแต่ละเล่มให้ออกมาดีต้องใช้พลังเยอะ ก็ต้องปรับกันต่อไปว่าทำไงถึงจะได้ของดีในเวลาที่เหมาะสม ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับหนังสือภาพเท่านั้น แต่เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดกับหนังสือทุกประเภทที่มีแฟนของตัวเองเลยก็ว่าได้”สมคิดกล่าว
 


 

เทรนด์ใหม่! งานหนังสือ ที่ไม่ได้ขายแค่ตัวหนังสือ
                                                                                                                                                               
     อีกหนึ่งภาพที่เห็นได้จากความเปลี่ยนแปลงของสำนักพิมพ์เล็กๆ ที่เกิดขึ้นในวันนี้ คือ มีการผลิตที่มีความวาไรตี้และหลากหลายมากขึ้น รวมถึงเป็นเวทีแจ้งเกิดให้กับคนตัวเล็กๆ ที่อยากมีผลงานเป็นของตัวเองได้ทดลองทำหนังสือออกมาสักเล่ม
 

     คณิศาสตร์เล่าว่าจากการได้ไปออกบูธตามงานต่างๆ นั้น มีผู้สนใจเข้ามาปรึกษาพูดคุยอยากลองทำหนังสือของตัวเองอยู่บ่อยๆ ซึ่งเขามองว่าการทำหนังสือออกมาสักเล่มในวันนี้อาจสามารถทำได้ง่ายขึ้น เพราะมีตัวช่วยมากขึ้น ทั้งโซเซียลมีเดียที่ช่วยในเรื่องการสื่อสาร การเปิดรับสิ่งใหม่ๆ ของผู้บริโภคเองที่เปิดกว้างมากขึ้น รวมไปถึงต้นทุนและวิธีการผลิตที่มีให้เลือกหลากหลายมากขึ้นด้วย
 




     “เวลาไปออกบูธตามงานต่างๆ จะมีคนเข้ามาคุยขอคำปรึกษาอยู่บ่อยๆ ว่าเขามีโปรเจกต์แบบนี้สามารถทำอะไรได้บ้าง มีตั้งแต่น้องๆ มัธยม นักศึกษา หรือคนทำงานที่อยากมีหนังสือของตัวเองออกมาสักเล่ม ซึ่งแต่ละคนมีปัจจัยไม่เหมือนกัน สิ่งที่บอกกับเขาไป คือ อยากให้ลองสำรวจตัวเองดูก่อน อาจเริ่มจากเล็กๆ ต้นทุนไม่แพง วันหนึ่งถ้ามั่นใจค่อยทำเต็มที่อย่างที่อยากทำ เพราะจริงๆ ตอนนี้มีเงินหลักพันก็สามารถพิมพ์หนังสือของตัวเองออกมาได้ เพียงแต่ต้องลองคิดให้รอบคอบก่อน แต่ถ้าเขาสนใจอยากมาวางกับเรา ก็ต้องมีการพูดคุยกัน ดูที่ผลงานอีกที ซึ่งเราสามารถช่วยเขาได้ในเรื่องการผลิตเพื่อให้ได้งานที่มีคุณภาพสามารถเอาออกมาขายจริงได้”
 



 
     นอกจากการทำหนังสือแล้ว ในวันนี้อีกหนึ่งเทรนด์เกิดใหม่ที่เห็นได้ชัดจากสำนักพิมพ์เล็กๆ คือ การแตกไลน์สินค้าอย่างอื่นเพิ่มเติมขึ้นมาด้วย
 

     “อาจเป็นเพราะหนังสือส่วนใหญ่ที่เราทำเป็นหนังสือภาพด้วย นอกจากหนังสือตอนนี้เราจึงลองสร้างงานลงในชิ้นงานอื่นๆ เพิ่มขึ้นมาด้วย เช่น เสื้อยืด ภาพวาดต้นฉบับ เข็มกลัด แม็กเน็ต ซึ่งตอนนี้หลายสำนักพิมพ์ก็เริ่มทำแบบนี้ ผมมองว่าเป็นเทรนด์อย่างหนึ่งนะ ซึ่งการปรับมาทำรูปแบบนี้ทำให้คนเข้าหาเรามากขึ้นด้วย ดูน่าสนใจและเป็นกันเองมากขึ้น แฟนหนังสือก็สามารถเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อื่นๆ เพิ่มขึ้นมาได้ด้วย สำนักพิมพ์เองก็มีรายได้เพิ่มเติมเข้ามา”


www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี
Share:
bc center แนวนอน

Related Articles

​​Millennial Thoughts 6 วิธีคิดแบบมิลเลนเนียล ช่วยธุรกิจให้สำเร็จ

เคยสังเกตไหมว่าทำไมคนรุ่นใหม่ในยุคนี้ถึงประสบความสำเร็จกันอย่างรวดเร็ว อาจเป็นเพราะ Mindset ที่ทำให้พวกเขาประสบความ และนี่แหละคือหัวใจสำคัญของการประ..

by SME Thailand| 22 พค. 2018

​​ปรับพฤติกรรมอย่างไร ถึงจะห่างไกลความอ้วน

การรักษาวินัยอย่างจริงจังจะทำให้การลดน้ำหนักเป็นไปตามเป้าหมายอย่างที่ตั้งใจไว้ แต่หลายๆ ครั้ง ความตั้งใจล้มไม่เป็นท่า เพราะพฤติกรรมหรือความเคยชินที่..

by SME Thailand| 19 พค. 2018

​​7 สุดยอดผลไม้ ช่วยการทำงานให้ดีขึ้น

หลายคนรู้ว่าผลไม้นั้นดีต่อสุขภาพ แต่อาจจะยังไม่ทราบว่า ผลไม้แต่ละชนิดนั้นมีคุณประโยชน์อย่างไรบ้าง โดยเฉพาะผลไม้ 7 ชนิดต่อไปนี้ นอกจากจะดีต่อสุขภาพแล..

by SME Thailand| 13 พค. 2018