​ไขมันในร่างกายตัวไหนร้ายสุด?

by SME Thailand. 04 มิย. 2018
Share:






     เมื่อพูดถึง Fat หรือไขมัน สำหรับคนส่วนใหญ่ดูจะเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ ภาพลักษณ์ติดลบมาตลอด เพราะภาพจำของไขมัน คือความอ้วนและที่มาของโรคต่างๆ แต่ความจริงแล้ว ไขมันในร่างกายไม่ได้ก่อโทษอย่างเดียว แต่ยังเป็นประโยชน์อีกด้วย เพราะไขมันทำหน้าที่สำคัญหลายอย่างในร่างกาย อาทิ เป็นตัวพาวิตามินที่ละลายในไขมัน เช่น วิตามิน เอ ดี อี เค เข้าสู่ร่างกาย หากปราศจากไขมัน ร่างกายก็นำวิตามินเหล่านี้ไปใช้งานไม่ได้ นอกจากนั้น ยังเป็นแหล่งของกรดไขมันจำเป็นที่สำคัญในการนำไปสร้างฮอร์โมนและสารประกอบสำคัญในร่างกาย ทั้งยังทำให้ผิวหนังและเส้นผมแข็งแรง ช่วยรักษาอุณหภูมิในร่างกาย และช่วยส่งเสริมการทำงานของเซลล์ให้ทำงานเป็นปกติ


     ไขมันในร่างกายนั้นมี 2 ชนิด ตัวแรกคือ ไขมันขาว (White Fat) คือเซลล์ไขมันที่ทำหน้าที่สะสมไขมันไว้ใช้ยามจำเป็น โดยสะสมในร่างกายบริเวณสะโพกขึ้นไป หน้าที่อย่างหนึ่งของไขมันขาว คือ ช่วยผลิตฮอร์โมน เช่น ฮอร์โมนอะดิโปเนกติน (Adiponectin) ที่มีประโยชน์ในแง่ทำให้ตับและกล้ามเนื้อร่างกายไวต่ออินซูลิน เก็บกวาดน้ำตาลในเลือดเข้าเซลล์อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ลดความเสี่ยงในการเป็นเบาหวานและโรคหัวใจ อย่างไรก็ตาม หากร่างกายสะสมไขมันขาวมากเกินไปจะเกิดผลเสีย อะดิโปเนกตินถูกผลิตน้อยลงหรือร่างกายระงับการผลิตไปเลย ส่งผลให้เกิดโรคต่างๆ


     ชนิดที่ 2 คือ ไขมันสีน้ำตาล (Brown Fat) ไขมันตัวนี้มีมากในเด็กตั้งแต่แรกเกิด และจะค่อยๆ ลดลงเมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ทำหน้าที่ให้ความอบอุ่นร่างกาย รักษาสมดุลร่างกาย เมื่อถูกกระตุ้นจะทำหน้าที่คล้ายกล้ามเนื้อในการเผาผลาญแคลอรี เบิร์นไขมันขาวที่สะสมในร่างกาย ทำให้นักวิทยาศาสตร์กำลังหาวิธีที่จะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างไขมันสีน้ำตาลเพิ่มมากขึ้นเพื่อช่วยผู้ป่วยที่เป็นโรคอ้วน ไขมันสีน้ำตาลมักพบบริเวณด้านหลังของลำคอ คนผอมจะมีมากกว่าคนอ้วน 


     

      นักวิจัยอธิบายว่า สำหรับคนที่มีน้ำหนักตัวราว 68 กิโลกรัม อาจจะมีไขมันรวมอยู่ที่ 9-13 กิโลกรัม แต่ปริมาณไขมันสีน้ำตาลในร่างกายนั้นน้อยมาก ประมาณ 50-100 กรัมเท่านั้น ว่ากันว่าแค่ 50 กรัมก็สามารถเผาผลาญไขมันขาวได้ 300-500 แคลอรีต่อวันเลยทีเดียว ซึ่งมากพอจะทำให้น้ำหนักลดได้สัปดาห์ละครึ่งกิโลกรัม


     คราวนี้มาพูดถึงแหล่งสถิตตามร่างกาย ที่แรกคือ ในหลอดเลือด ที่เราคุ้นเคยก็คอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ ซึ่งคอเลสเตอรอลนั้นแบ่งเป็นคอเลสเตอรอลดี HDL กับคอเลสเตอรอลเลว LDL ตัวหลังนี่เป็นต้นเหตุของหลอดเลือดแดงแข็งและอุดตันเส้นเลือด แต่ก็ยังดีที่มี HDL มาช่วยพา LDL ไปขจัดที่ตับ การมีระดับคอเลสเตอรอล HDL สูงกว่า LDL จึงเป็นเรื่องดี 


     โลเกชั่นต่อมาที่ไขมันไปรวมตัว ได้แก่ ใต้ผิวหนัง ซึ่ง 80 เปอร์เซ็นต์ของไขมันทั้งหมดในร่างกายจะพอกตัวใต้ผิวหนังกระจัดกระจายไปทั่วโดยเฉพาะบริเวณต้นแขน ต้นขา สะโพก หน้าท้อง ไขมันใต้ผิวหนัง หรือ Subcutaneous Fat ไม่ค่อยเป็นอันตรายต่อร่างกาย ยกเว้นประเทศที่มีค่านิยมอวบคือสวย หรือสาวๆ นักเต้นระบำหน้าท้องแล้วคงไม่มีใครชอบเพราะทำให้รูปร่างแลดูไม่สวยงามตามพิมพ์นิยมที่ต้องเอวบางร่างสมส่วน





     มาถึงไขมันส่วนที่หลายคนไม่ค่อยรู้จักคือ Visceral Fat หรือ ไขมันในช่องท้อง คือไขมันส่วนที่อันตรายที่สุด เป็นมหันตภัยเงียบที่หลายคนไม่เฉลียวใจ ไขมันชนิดนี้จะเกาะตามอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย เช่น ตับ ตับอ่อน ลำไส้ ทำให้รอบเอวหนา ลามไปถึงหน้าท้องที่ป่องยื่น เมื่อไขมันในช่องท้องสะสมปริมาณมาก สิ่งที่เกิดขึ้นคือตับจะเผาผลาญแล้วส่งกระแสเลือดกลายเป็นไขมัน LDL ซึ่งอาจทำให้อุดตันเส้นเลือดไปเลี้ยงสมองหรือหัวใจไม่ได้ คนที่มีไขมันช่องท้องเยอะมีความเสี่ยงที่จะทำให้สุขภาพเสื่อม เช่น ตับและตับอ่อนทำงานไม่เต็มที่ การทำงานของฮอร์โมนรวน นำไปสู่ภาวะที่เรียกว่า Syndrome X ที่ประกอบด้วยความดันโลหิตสูง ไตรกลีเซอไรด์สูง น้ำตาลในเลือดสูง และคอเลสเตอรอล HDL ต่ำ อันเป็นปฐมบทของโรคเบาหวาน ผลการวิจัยระบุคนที่มีไขมันสะสมในช่องท้องมากมีความเสี่ยงจะเป็นโรคเบาหวานเพิ่มขึ้น 3.5 เท่า 


     จะทราบได้อย่างไรว่าตัวเรามีไขมันในช่องท้องมาก สังเกตคร่าวๆ จากรูปร่างที่เปลี่ยนไป เอวขยาย พุงใหญ่ ลำคอและสะโพกหนาขึ้น หรือจะวัดง่ายๆ ด้วยการใช้สายวัดวัดรอบเอว จากนั้นวัดรอบสะโพก แล้วนำค่าที่ได้ คือ รอบเอวหารรอบสะโพก ในผู้ชาย ถ้าหารแล้วได้ค่ามากกว่า 0.95 และในผู้หญิงหารแล้วตัวเลขสูงกว่า 0.80 หมายถึงร่างกายมีไขมันในช่องท้องมากเกินไป อีกวิธีหนึ่งคือการวัดรอบเอว หากเกิน 40 นิ้วในชาย และ 35 นิ้วในหญิง นี่ก็เป็นดัชนีบ่งชี้ว่ามีไขมันในช่องท้องมาก อันนี้ไม่เกี่ยวกับน้ำหนัก บางคนน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ ประเภทผอมแต่ลงพุงก็เข้าข่ายไขมันสูงได้ ถ้าอยากให้ทราบแน่ชัดและมีความแม่นยำสูงกว่านี้ แนะนำให้ตรวจสุขภาพประจำปี และตรวจหาปริมาณไขมันในช่องท้องด้วยการทำ MRI หรือ CT-scan





     กับคำถามที่ว่าจะกำจัดไขมันในช่องท้องด้วยวิธีใดได้บ้าง บอกเลยว่าเส้นทางสู่การลดไขมันชนิดนี้ไม่มีทางลัด เช่น การใช้วิธีดูดไขมัน (Liposuction) ที่เป็นที่นิยมในคลินิกศัลยกรรมนั้นขจัดได้ก็แค่ไขมันใต้ผิวหนัง การจะลดไขมันในช่องท้องต้องใช้ความอดทนและมีวินัยในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม 2 สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ อาหาร และการออกกำลังกาย 


     สำคัญอันดับแรกคือ เรื่องของอาหาร คนที่มีพฤติกรรมการกินแบบตามใจปาก ชมชอบอาหารทอด อาหารมัน อาหารหวาน หากต้องการลดพุงก็ต้องเปลี่ยนมาเน้นอาหารแคลอรีต่ำเพื่อให้สามารถจำกัดการบริโภคไขมันลงไม่เกิน 20-30 เปอร์เซ็นต์ของแคลอรีทั้งหมดที่ได้รับต่อวัน ไขมันอิ่มตัว (ไขมันสัตว์ ไขมันปาล์ม) ควรน้อยกว่า 7 เปอร์เซ็นต์ต่อวัน ส่วนไขมันทรานส์เลี่ยงได้ควรเลี่ยง


     อาหารที่เป็นตัวช่วยในการลดไขมันสลายพุงเป็นอาหารประเภทปรุงแต่งน้อย ผ่านกระบวนการทำให้สุกด้วยการปิ้ง ย่าง นึ่ง หรือใช้น้ำมันน้อยสุด วัตถุดิบที่ใช้เป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ธัญพืชไม่ผ่านการขัดสี ผักผลไม้ โปรตีนเป็นโปรตีนไขมันต่ำจากพืชหรือสัตว์ เช่น ไก่ ปลา ถั่วต่างๆ หากนึกภาพไม่ออกว่าเป็นแนวไหน ให้นึกถึงอาหารคลีนเข้าไว้ นอกจากเลือกรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ ปริมาณก็สำคัญ คือต้องลดลง จากปกติ เช่น เคยรับประทาน 1 จานก็ลดเหลือครึ่งจาน หากหิวบ่อย ให้แบ่งเป็นมื้อย่อย 4-5 มื้อต่อวัน แต่ให้รับประทานทีละน้อยจะดีกว่า





     เมื่อควบคุมอาหารแล้ว การออกกำลังกายก็ต้องจัดให้อยู่ในตาราง มีการคำนวณออกมาว่าหากจะลดน้ำหนักลงสัปดาห์ละ 500 กรัม แคลอรีที่รับจากอาหารต้องลดลงอย่างสม่ำเสมอวันละ 500 แคลอรี เช่น จากที่เคยบริโภควันละ 2,000 แคลอรีก็ลดเหลือ 1,500 แคลอรี เป็นต้น แต่ถ้ายังรื่นรมย์กับการกิน และการจำกัดแคลอรีเป็นเรื่องยาก ทางที่ไม่ต้องเลือกคือการออกกำลังกายเพื่อเบิร์นพลังงานส่วนเกิน ข้อมูลระบุถ้าออกกำลังกายวันละ 45 นาที 5 วันต่อสัปดาห์จะช่วยลดไขมันในช่องท้องลงได้ 3.4-6.9 เปอร์เซ็นต์ และควรออกกำลังกายสองแบบควบคู่กันคือ คาร์ดิโอกับการฝึกกล้ามเนื้อโดยเน้นการบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้อง 





     สรุปวิธีลดไขมันในช่องท้องมี 2 ประเด็นที่ต้องดูแลคือ อาหารกับการออกกำลังกาย และอีกอย่างที่ไม่ควรลืมคือ การปรับไลฟ์สไตล์บางอย่าง เช่น งดแอลกอฮอล์ งดบุหรี่ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงปัจจัยที่ทำให้เครียด อาจจะดูไม่เกี่ยวข้อง แต่มันส่งผลแน่นอน ผลการวิจัยชี้คนที่ดื่มและสูบ นอนดึก เครียดเป็นกิจวัตรมักมีไขมันในช่องท้องสูงกว่าเมื่อเทียบกับคนที่มีพฤติกรรมตรงข้าม


www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี
Share:

Related Articles

​เรื่องเล่าจากสิงขร...ถึงสงขลา

ดินแดนแห่งสองเล รางวัลจากธรรมชาติได้มอบลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่น่าอัศจรรย์ยิ่งมาให้ สงขลา คล้ายคาบสมุทรขนาดย่อมที่พื้นดินถูกขนาบข้างด้วยทะเลสาบสงขลาแล..

by SME Thailand| 03 พย. 2018

​​5 คาถา ช้อป! ยังไงให้ฉลาด

คงเป็นเรื่องยากที่จะห้ามไม่ให้ซื้อ ไม่ให้ดู ไม่ให้กิน เป็นเรื่องที่ห้ามกันได้ยากจริงๆ โดยเฉพาะกับสาวๆ ทั้งหลาย แต่จะช้อปทั้งที ก็ต้องช้อปอย่างฉลาด ไ..

by SME Thailand| 30 ตค. 2018

​​"คนรวยไม่ได้ฟุ่มเฟือยอย่างที่คิด" 5 วิธีเซฟเงินแบบที่คนรวยระดับโลกเขาทำกัน

คุณอาจจะนึกภาพมหาเศรษฐีของโลก นั่งอยู่บนกองเงินกองทอง กินคาเวียร์ จิบไวน์ที่หมักมาแล้วร้อยปี นั่นก็อาจเป็นได้ แต่คุณรู้ไหมว่ายังมีคนที่ร่ำรวยระดับโล..

by SME Thailand| 27 ตค. 2018