จิบไวน์วันละนิดชีวิตยืนยาว

by SME Thailand 11 พย. 2017
Text : วิมาลี วิวัฒนกุลพาณิชย์


     เครื่องดื่มสำหรับมนุษยชาติ หากจะนับที่ความเก่าแก่ นอกจากชาแล้วก็เห็นจะเป็นน้ำองุ่นหมักหรือไวน์นี่แหละ เป็นที่ยอมรับกันว่า ไวน์เป็นเครื่องดื่มที่มีมาหลายพันปีแล้ว หลักฐานคือการค้นพบโถโบราณบรรจุเมล็ดองุ่นไร่ซึ่งมีอายุกว่า 8,000 ปีก่อนคริสตกาลที่ประเทศอิหร่าน นอกจากนั้น ยังมีการพบร่องรอยของเครื่องดื่มชนิดหนึ่งที่ได้จากกรรมวิธีการหมักแบบเดียวกับไวน์ในสมัย 7,000 ปีก่อนคริสตกาล ทางตอนเหนือของประเทศจีนอีกด้วย
             

     ในยุคอียิปต์โบราณ การเพาะปลูกองุ่นเพื่อทำไวน์มีการดำเนินการอย่างเป็นระบบระเบียบมาก เทพต่างๆ ในตำนานเทพปกรณัม ทั้งโอซิริสของอียิปต์ เทพไดโอนีซุสของกรีก บัคคัสของโรมัน หรือกิลกาเมชของบาบิโลน ล้วนแล้วแต่เป็นเทพแห่งไวน์ นอกจากนั้น ไวน์ยังเป็นสัญลักษณ์ของพระโลหิตของพระเยซูเจ้าตามความเชื่อทางศาสนาคริสต์ ไวน์มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเป็นอันมากในช่วง 200 ปี หลังชาวโรมันในสมัยก่อนนั้นดื่มไวน์ที่มีรสฉุนจนต้องผสมน้ำทะเลก่อนดื่ม รสชาติของไวน์ดังกล่าวแตกต่างจากไวน์ในปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง
     

          

     ปัจจุบันไวน์กลายเป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมสูง ในไทยเองผู้คนก็เริ่มหันมาบริโภคไวน์ นอกเหนือจากการเป็นเครื่องดื่มในการเข้าสังคม สิ่งที่ทำให้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชนิดนี้ได้รับความสนใจคือ คุณประโยชน์อันมหาศาลของมัน ข้อมูลจาก นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา แห่งโรงพยาบาลศิริราช ระบุในไวน์นั้นประกอบด้วย น้ำตาลชนิดต่างๆ ทั้งกลูโคส ฟรุกโตส ในปริมาณที่แตกต่างกันไป กรดต่างๆ ทั้งกรดมาลิก กรดซิตริก กรดทาร์ทาริก กรดน้ำส้ม กรดแลกติก กรดซักซินิก และส่วนผสมอื่นๆ เช่น แทนนิน แอนโทซีอัน ยังไม่รวมสารต่างๆ ในไวน์ที่มีหลายร้อยชนิด แต่ถ้าหลักๆ แล้วก็แทนนินและสารฟลาโวนอยด์ ที่ช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ โดยพบในไวน์แดง 1-2 กรัมต่อลิตร ในขณะที่ไวน์ขาวมีเพียง 0.2 กรัมต่อลิตร
               

     ไวน์แดงแต่ละชนิดก็มีปริมาณฟลาโวนอยด์ที่ไม่เท่ากัน ไวน์ที่มีการหมักเปลือกและเมล็ดองุ่นในปริมาณมากอยู่นานก็จะมีฟลาโวนอยด์มาก ฟลาโวนอยด์เป็นสารที่พบอยู่ในเปลือกองุ่นเป็นชั้นที่อยู่ใต้ผิวของเปลือกองุ่นและอยู่ที่เปลือกของเมล็ดองุ่น ความแตกต่างกันระหว่างไวน์ขาวกับไวน์แดงนั้น ไม่ได้ต่างกันที่องุ่นขาวหรือองุ่นแดง แต่จะต่างกันที่ไวน์แดงจะต้องหมักน้ำองุ่นพร้อมเปลือกและเศษของเมล็ดที่ได้จากการบด ทำให้สารที่อยู่ที่เปลือกหรือเมล็ดขององุ่นออกมาอยู่ในน้ำด้วย ทำให้น้ำมีสีเข้มเป็นสีแดง ซึ่งสารที่ออกมาจากเปลือกและเมล็ดองุ่นจะทำให้ไวน์แดงมีคุณสมบัติแตกต่างกับไวน์ขาว เพราะไวน์แดงจะมีรสฝาดกว่าเพราะสารที่ได้จากเปลือกและเมล็ดองุ่น แต่องุ่นที่ใช้ทำไวน์แดงส่วนใหญ่จะเป็นองุ่นแดงเพื่อให้สีสันมันดี และองุ่นแดงก็สามารถทำไวน์ขาวได้ก็เพียงแต่เอาน้ำองุ่นแล้วเอาเปลือกออกเท่านั้นเอง
               

     สำหรับคุณประโยชน์ของไวน์ เท่าที่รวบรวมได้และเป็นผลจากงานวิจัยหลายชิ้น ประกอบด้วย
 
    
     ป้องกันโรคหัวใจ สารต้านอนุมูลอิสระหรือ Antioxidant ที่พบในไวน์ช่วยเพิ่ม HDL คอเลสเตอรอลดี และลด LDL คอเลสเตอรอลร้าย ทั้งยังป้องกันผนังหลอดเลือดไม่ให้เกิดความเสียหาย ลดความเสี่ยงในการเกิดลิ่มเลือดอุดตัน


      ทำให้อายุยืน อย่างที่ทราบ โรคหัวใจเป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ในการเสียชีวิตของชายและหญิง เนื่องจากไวน์แดงลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ จึงทำให้ลดอัตราการเสียชีวิตลงโดยปริยาย


     ชะลอวัย สารต้านอนุมูลอิสระในไวน์มีบทบาทในการชะลอวัย กล่าวคือทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง ลดริ้วรอยบนใบหน้า ไม่ว่าจะเป็นรอยย่นบนหน้าผาก ตีนกา นอกจากนั้น ยังป้องกันความเสียหายของผิวที่เกิดจากรังสียูวีจากแสงแดด


     ลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็ง โดยป้องกันหรือชะลอการเติบโตของเซลล์มะเร็ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งมะเร็งทรวงอก มะเร็งลำไส้ใหญ่ และมะเร็งต่อมลูกหมาก


     ทำให้กระดูกแข็งแรง ผลการศึกษาระบุคนที่ดื่มไวน์แต่พอดีจะลดภาวะการเป็นโรคกระดูกพรุน ทำให้มีมวลกระดูกบริเวณสะโพกและต้นขามีความหนาแน่นขึ้นเมื่อเทียบกับคนที่ไม่ดื่มไวน์หรือดื่มมากเกินไป



     ป้องกันฟันผุ ไวน์แดงและสารสกัดจากเมล็ดองุ่นช่วยฆ่าแบคทีเรียบางชนิดในช่องปาก ทำให้สุขภาพภายในช่องปากดี และช่วยลดฟันผุหรือโรคเกี่ยวกับทันตกรรม


     บำรุงสายตา เพราะสารต้านอนุมูลอิสระเช่นกันที่มีส่วนบำรุงสายตา ไม่พร่ามัวก่อนวัย โดยเฉพาะคนที่เป็นเบาหวาน จะช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นเบาหวานขึ้นตา


     หลายคนอาจสงสัยว่าไวน์แดงกับไวน์ขาวให้คุณประโยชน์เทียมเท่ากันหรือไม่ คำตอบคือไม่เท่ากัน ผลการศึกษาโดยมากจะเน้นที่ไวน์แดงที่มีปริมาณสารต่างๆ มากกว่า ไวน์ขาวนั้นให้ประโยชน์เช่นกัน แต่อาจจะน้อยกว่า คำแนะนำคือหากจะดื่ม ควรเลือกดื่มไวน์แดง ที่สำคัญ ประโยชน์จะก่อเกิดขึ้นอยู่กับปริมาณการดื่มด้วย ส่วนใหญ่ก็จะทราบว่าดื่มแต่พอประมาณ คำถามก็คือปริมาณแค่ไหนถึงจะดีต่อสุขภาพและไม่เป็นอันตราย อันนี้ขึ้นกับหลายปัจจัย ทั้งขนาดรูปร่างของคนดื่ม อายุ เพศ วัย รวมถึงสภาพร่างกายโดยรวม (มีโรคประจำตัวหรือไม่) และพฤติกรรมการดื่ม (ดื่มเพียวๆ ตอนท้องว่าง หรือดื่มระหว่างรับประทานอาหาร)


     โดยปกติร่างกายของผู้หญิงทั่วไปจะดูดซึมแอลกอฮอล์ได้เร็วกว่าผู้ชาย ซึ่งอาจเกิดจากปริมาณของเหลวในร่างกาย และเอนไซม์ในกระเพาะอาหารไม่เท่ากัน ตามที่มีคำแนะนำ ไม่เกิน 3 แก้วต่อวัน ถ้าเป็นผู้หญิงก็วันละแก้วกำลังดี ผู้ชายไม่เกิน 2 แก้วต่อวัน ทั้งสัปดาห์ไม่ควรเกิน 5 วัน และ 1 แก้วมาตรฐานจะอยู่ที่ 80-120 มิลลิลิตร เรียกว่าต้องกำหนดตัวเองให้จิบวันละนิด เพราะถ้ามากเกินไป ไวน์ก็คือแอลกอฮอล์ชนิดหนึ่งย่อมส่งผลเหมือนเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อื่นๆ อย่าง เหล้า เบียร์ สาโท สาเก เช่นกัน


     หากดื่มไวน์มากเกินไปจนติด แน่นอนว่า ย่อมเสี่ยงต่อการเป็นพิษสุราเรื้อรัง และแอลกอฮอล์จากไวน์สามารถทำลายสมอง และอวัยวะภายใน ทำให้เกิดเลือดออกในทางเดินอาหาร เป็นสาเหตุของตับอักเสบ ตับแข็ง หากต้องการประโยชน์จากไวน์ พึงระลึกเสมอว่า ดื่มแต่พอประมาณ ไวน์ก็เหมือนดาบสองคม ใช้เป็นยาบำรุงร่างกายได้ แต่ถ้ามากเกินไป มันจะแปรเป็นยาพิษ ย้อนกลับมาทำร้ายเรา


www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี
B11

Related Articles

​8 เทรนด์การท่องเที่ยวในปี 2561

Booking.com ได้วิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกจากความคิดเห็นของผู้เข้าพักจริงกว่า 128 ล้านรายการ ประกอบกับผลสำรวจจากผู้เดินทางกว่า 19,000 คนจาก 26 ประเทศทั่ว..

by SME Thailand.| 13 พย. 2017

​เชียงใหม่ มองมุมไหนก็อาร์ต

หลายคนตกหลุมรักเชียงใหม่จนถอนตัวไม่ขึ้น บ้างต้องการสัมผัสสายลมหนาวอันเย้ายวน บ้างคิดถึงความผ่อนคลายท่ามกลางโมงยามธรรมชาติ บ้างโหยหาพื้นที่สร้างสรรค์..

by SME Thailand| 12 พย. 2017

​Weekend Habits รู้หรือไม่ คนที่สำเร็จ เขาชอบทำอะไรในวันหยุด?

วันหยุดเป็นช่วงเวลาที่มีค่า หลายคนคงมีแพลนทำอะไรสนุกๆ บางคนนอนอ่านหนังสือทั้งวัน บางคนออกไปเที่ยวกับคนรู้ใจ แล้วรู้ไหมว่าคนที่ประสบความสำเร็จในขีวิต..

by SME Thailand| 05 พย. 2017