ตามรอยอารยธรรม เที่ยวเมืองลับแล

by SME Thailand 04 พย. 2017
Text/Photo : วิชชุ ชาญณรงค์




 
     ในอ้อมกอดของหุบเขาอันพิสุทธิ์ เต็มไปด้วยครรลองประวัติศาสตร์วัฒนธรรม ท่ามกลางวิถีชีวิตเรียบง่ายเนิบช้า เปี่ยมด้วยอัตลักษณ์ท้องถิ่น น้อยนักที่เราจะค้นพบเมืองที่มีเสน่ห์ในตัวเอง ไม่ต้องปรุงแต่งมากมายเพื่อเอาใจนักเดินทาง ที่ผ่านมาอุตรดิตถ์มักถูกมองเป็นเมืองหลังเขา เมืองรอง หรือเมืองปิด ทั้งที่จริงๆ แล้วดินแดนแห่งนี้เปี่ยมล้นไปด้วยหัวใจแห่งพุทธศรัทธา มีอารามเก่าแก่ทั่วเมือง เต็มไปด้วยเรื่องราวน่าฉงน ทั้งยังหมดจดงดงามด้วยเกษตรวิถี ชุมชนน่ารัก มีตำรับอาหารรสเลิศ วัฒนธรรมอันมั่นคง 


เปิดประตูสู่เมืองประวัติศาสตร์แห่งศรัทธา

     ตำนานเล่าขานเมืองปรากฏไปทั่วทั้งเรื่องราวแห่งความลี้ลับ ซ่อนเร้น น่าอัศจรรย์ ใครไปใครมามักจะเห็นซุ้มประตูเมืองลับแล (ใหม่) ขนาดใหญ่ยักษ์ตั้งตระหง่านใจกลางเมือง ว่ากันว่ารูปแบบนั้นถอดแบบมาจากศิลปะประยุกต์แบบสุโขทัย ใช้โครงสร้างสถาปัตยกรรมประตูเมืองโบราณ ความใหญ่ที่ว่ากว้างราว 10 เมตร ยาว 41 เมตร และสูงถึง 14 เมตร ร้อยทั้งร้อยใครที่ผ่านเข้าเมืองยังไงก็ต้องเห็นประตูนี้ หยุดมองบ้าง หยุดถ่ายรูปบ้างเป็นธรรมเนียมไปซะแล้ว ทว่านอกจากความเด่นชัดของโครงสร้างแล้ว ตรงด้านข้างของซุ้มยังเป็นประติมากรรมรูปปั้นของหญิงสาวยืนอุ้มลูกน้อยสีหน้าเศร้า ข้างๆ เป็นสามีนั่งคอตกในมือถือถุงย่ามใส่ขมิ้น เตรียมเดินทางออกจากเมือง ขณะที่ตรงฐานของรูปปั้น สลักข้อความ “ขอเพียงสัจจะวาจา” พร้อมประวัติเมืองลับแลจารึกไว้รอบฐาน หนึ่งในที่มาของตำนานแห่งสาวหม้ายนั่นเอง 


     ส่วนอีกตำนานหนึ่งหลักฐานทางประวัติศาสตร์พอจะอนุมานได้ว่าที่เมืองทุ่งยั้ง แต่เดิมเคยเป็นเมืองรุ่งเรืองของละว้าและขอมเพราะมีการขุดพบพร้าและสำริดจำนวนมาก เมื่ออาณาจักรล่มสลายลง คนไทยจึงเข้ามาครอบครองและตั้งเมืองขึ้น ชื่อว่าเมืองกัมโภช ซึ่งด้านเหนือของเมืองมีลักษณะป่าเขาสลับซับซ้อน บรรยากาศช่วงเย็นพลบค่ำตะวันยังไม่ทันตกดินแต่ก็มืดเสียแล้ว เพราะมีดอยม่อนฤๅษีเป็นฉากกั้นแสงพระอาทิตย์ ป่านี้จึงชื่อว่า ป่าลับแลง (แลงแปลว่าเย็น) ต่อมาจึงเพี้ยนเป็นลับแล หรือชื่อเรียกอำเภอหนึ่งในปัจจุบัน  




     สำหรับ วัดพระบรมธาตุทุ่งยั้ง หนึ่งในโบราณสถานเก่าแก่สถาปัตยกรรมเชียงแสนล้านนาเป็นที่เคารพนับถือของชาวเมืองมายาวนาน เดิมชื่อวัดมหาธาตุ ด้านหน้าเป็นที่ตั้งของวิหารหลวง มีพระประธานหลวงพ่อประธานเฒ่า พระพุทธรูปปางมารวิชัยประดิษฐานอยู่ กล่าวขานสืบต่อกันมาว่า ตำนานการสร้างพระบรมธาตุเจดีย์นั้น สมเด็จพระมหาธรรมราชาลิไท เจ้าเมืองสุโขทัย ทรงอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้ามาบรรจุไว้ในถ้ำใต้ดิน เป็นรูปเจดีย์พุ่มข้าวบิณฑ์ครอบไว้ หลังเกิดแผ่นดินไหวเมื่อปี พ.ศ.2451 ยอดพระบรมธาตุพังลงมาชาวบ้านจึงร่วมกันบูรณปฏิสังขรณ์ใหม่เป็นเจดีย์ลังกาทรงกลมตามประเพณีและความเชื่อ ในวันมาฆบูชาของทุกปีชาวบ้านจึงร่วมจัดงานห่มผ้าขึ้นธาตุอย่างยิ่งใหญ่




 
วิถีเข้มข้นวัฒนธรรมเข้มแข็ง

     ข้อดีของอุตรดิตถ์ไม่ใช่เมืองหวือหวา ไม่ซิวิไลซ์ ฉะนั้นการทำความรู้จักเมืองแบบเนิบช้าค่อยเป็นค่อยไปเป็นวิธีดีที่สุด เริ่มจากศึกษาวิถีชีวิตความเป็นอยู่ผ่านพิพิธภัณฑ์เมืองซึ่งอยู่ใกล้กับประตูลับแล ที่นี่เก็บรวบรวมเรื่องราวหลายด้านไว้ให้ยล ในบริเวณเดียวกันศูนย์บริการนักท่องเที่ยวฯ มีจักรยานเช่ายืมพร้อมคำแนะนำและแผนที่ปักหมุดเส้นทางไว้ให้เสร็จสรรพ ว่าด้วยเรื่องของอาหารพื้นถิ่นก็เด่นชัดหลายตำรับเกิดจากภูมิปัญญาบรรพบุรุษสืบทอดกันมาจนเป็นที่เลื่องลือ เช่น ข้าวแคบ ข้าวเกรียบพื้นเมืองคนลับแล ทำจากแป้งข้าวเหนียวหรือข้าวเจ้าผสมสูตรน้ำแป้งที่ปรุงรสเค็มนิดๆ นำมาละเลงบนปากหม้อดินที่มีผ้าขาวบางขึงตึงมัดครอบปากหม้อ ละเลงแป้งจนเต็มปากหม้อแล้วนำฝาที่สานจากไม้ไผ่มาปิดปากหม้อ เพื่ออบให้แผ่นแป้งสุกเร็วขึ้น หลังแผ่นแป้งสุกก็แซะแผ่นแป้งขึ้นมาเรียงๆ กัน กินได้ทั้งแบบแห้งและสด บางสูตรนำไปย่างไฟเบาๆ ให้หอม บางสูตรก็นำไปประยุกต์ห่อกับอาหารอื่นแล้วแต่ชอบ


 

     

     ส่วนข้าวพัน เป็นการเอาแป้งที่ทำข้าวแคบมานึ่ง คล้ายๆ ทำข้าวเกรียบปากหม้อ จากนั้นก็ม้วนพันด้วยไม้ไผ่ยัดไส้ผักลงไปแล้วแต่จะใส่ เช่น คะน้า ผักบุ้ง กวางตุ้ง ถั่วงอก กะหล่ำปลีซอย ฯลฯ ตามด้วย กากหมู พริกป่น กระเทียมเจียว กินเป็นอาหารว่างคู่กับน้ำจิ้มหรือซอส ส่วนหมี่พัน นำเอาข้าวแคบมาทำให้นิ่ม ใช้เส้นหมี่ลวก คลุกเครื่องปรุงรส ถั่วงอก แคบหมู น้ำปลา น้ำตาล มะนาว พริกป่นและเครื่องปรุงอื่นพันๆ ม้วนๆ หรืออาจอีกเมนูหนึ่งอย่างหมี่คลุกนี่ก็อร่อยอีกแบบ สามารถแวะชิมได้ตามร้านเล็กๆ หลายร้านตั้งอยู่สองข้างทางในเขตเทศบาลตำบลศรีพนมมาศ ทั้งยังมีเส้นทางลัดเลาะไปชมบ้านเก่าโบราณ ดูบ้านที่เก็บต้นหอมพืชเศรษฐกิจชุมชน ปั่นผ่านซุ้มต้นลีลาวดี ปิดท้ายเติมพลังร้านเจ๊นีย์ของทอดในตำนานสักหน่อยเป็นอันจบเส้นทางตามล่าอาหารโอชาของเมืองนี้อย่างสมบูรณ์
 



ซิ่นตีนจกมรดกถักทอสุดวิจิตร

     มาถึงลับแลทั้งทีแต่ไม่ได้ทำความรู้จักกับผ้าซิ่นตีนจกอาจถูกแซวว่ามาไม่ถึง ฝีมือและภูมิปัญญาซึ่งส่งต่อกันมาซึมซับจากคติ ความเชื่อ ค่านิยมบรรพบุรุษ จนกลายเป็นเส้นด้ายทักทอเป็นผืนผ้า ทั้งนี้ ผ้าซิ่นตีนจกลับแล มีเอกลักษณ์ตรงตีนซิ่นส่วนใหญ่จะเน้นสีเขียว เหลือง น้ำตาล แบ่งออกได้ 3 ยุคด้วยกัน ยุคแรก จะเป็นผ้าซิ่นดอกเคียะ ซิ่นกาฝากแดง ซิ่นกาฝากเขียว ตัวเชิงจะมีลวดลายหลายสี เช่น สีเขียว สีเหลือง สีม่วง สีส้ม สีขาว สีคราม เป็นต้น ยุคกลาง เชิงตีนจกยังคงให้หลายสีแต่ตัวซิ่นจะเป็นตัวมุก ตัวไก และตัวสิ้ว ยุคหลังนิยมทำตีนจกเพียง 2 สี คือ สีเขียวกับสีเหลือง บางครั้งก็จะมีสีดำ ส่วนตัวซิ่นจะนิยมซิ่นมุกเพียงอย่างเดียว ลายที่นิยมทำส่วนใหญ่จะเป็นลายหงส์ ลายแปดขอ นอกจากนี้ ลวดลายส่วนใหญ่นำมาจากสิ่งรอบตัวทั้งเรื่องราวในวิถีชีวิตและธรรมชาติ เช่น ลายหงส์ใหญ่ ลายขอกระเบื้อง ลายดาวดึงส์ ลายขอลามก้าน ลายดอกเคียะ ลายแปดขอ ลายงูเหลือม ลายเก็ดถวา ลายผักแว่น ลายนาค ลายสิงห์แหงแหว ลายก้ามปู ลายผีเสื้อ ฯลฯ ส่วนผ้าที่ทอกันนั้นส่วนใหญ่เป็นผ้าซิ่น แต่มีการทอผ้าชนิดอื่นบ้าง เช่น ผ้าห่ม ผ้าหน้าหมอน ผ้าล้อและผ้าสไบ




Information

ททท.สำนักงานแพร่ (แพร่ น่าน อุตรดิตถ์) โทร. 0-5452-1118, 0-5452-1127
www.tourismthailand.org/phare
ศูนย์ท่องเที่ยวเชิงเกษตร อำเภอลับแล โทร. 0-5443-1040





www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี
B11

Related Articles

​8 เทรนด์การท่องเที่ยวในปี 2561

Booking.com ได้วิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกจากความคิดเห็นของผู้เข้าพักจริงกว่า 128 ล้านรายการ ประกอบกับผลสำรวจจากผู้เดินทางกว่า 19,000 คนจาก 26 ประเทศทั่ว..

by SME Thailand.| 13 พย. 2017

​เชียงใหม่ มองมุมไหนก็อาร์ต

หลายคนตกหลุมรักเชียงใหม่จนถอนตัวไม่ขึ้น บ้างต้องการสัมผัสสายลมหนาวอันเย้ายวน บ้างคิดถึงความผ่อนคลายท่ามกลางโมงยามธรรมชาติ บ้างโหยหาพื้นที่สร้างสรรค์..

by SME Thailand| 12 พย. 2017

​จิบไวน์วันละนิดชีวิตยืนยาว

ไวน์ นอกเหนือจากการเป็นเครื่องดื่มในการเข้าสังคม สิ่งที่ทำให้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชนิดนี้ได้รับความสนใจคือ คุณประโยชน์อันมหาศาลของมันนั่นเอง

by SME Thailand| 11 พย. 2017