Digital Dementia วัยไหนก็สมองเสื่อมได้

by SME Thailand 06 สค. 2017
Text : วิมาลี วิวัฒนกุลพาณิชย์

 
                หลายคนอาจคิดว่า Dementia หรือโรคสมองเสื่อมเป็นโรคที่ไกลตัวสำหรับคนวัยหนุ่มสาว แต่ทราบหรือไม่ว่า ไม่ต้องรอจนแก่ แม้แต่วัยรุ่นก็อาจเป็นโรคสมองเสื่อมได้ แต่เป็นอาการของภาวะสมองเสื่อมจากการเสพติดโลกดิจิทัลและอุปกรณ์เทคโนโลยี เช่น สมาร์ทโฟน และแท็บเล็ต ภาวะนี้คือ Digital Dementia สืบเนื่องจากอุปกรณ์เหล่านี้จะช่วยจดจำสิ่งต่างๆ แทนเราจนทำให้เกิดความเคยชิน เช่น หมายเลขโทรศัพท์ และอื่นๆ หรือแม้กระทั่งการคิดเลขง่ายๆ บางคนยังต้องเปิดเครื่องคิดเลขในจอโทรศัพท์จิ้มเพื่อความมั่นใจ



 

   การใช้อุปกรณ์ที่กล่าวมาส่งผลให้การใช้งานของสมอง 2 ซีกไม่สมดุลโดยกระตุ้นการทำงานของสมองซีกซ้ายมากกว่าปกติ ในขณะที่ซีกขวาซึ่งเป็นซีกที่เชื่อมโยงการรวบรวมข้อมูล การใช้สมาธิ การจินตนาการ เมื่อไม่ค่อยได้ใช้จะเกิดปัญหาการจดจำและมีโอกาสที่ความจำจะเสื่อมก่อนวัย 


    ในเมื่อเราหลีกเลี่ยงอินเทอร์เน็ตและโลกดิจิทัลไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นภาวะสมองเสื่อมอันเกิดจากเทคโนโลยี (Digital Dementia) หรือภาวะสมองเสื่อมทั่วไป สิ่งที่ควรทำคือการป้องกันตัวเอง คือกันไว้ดีกว่าแก้เพราะถ้าแย่ขึ้นมาแล้วคงแก้ไม่ทัน มาดูว่าเราสามารถทำอะไรได้บ้างเพื่อชะลอภาวะสมองเสื่อม


    สิ่งแรกเลยคือ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ผลการวิจัยระบุว่า ช่วยลดความเสี่ยงอาการสมองเสื่อมลงได้ 50 เปอร์เซ็นต์ การออกกำลังกายเป็นการกระตุ้นสมอง และยังทำให้หัวใจแข็งแรง เมื่อหัวใจสมบูรณ์ก็จะสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงสมองได้ดี ควรออกกำลังกายให้ได้สัก 150 นาทีต่อสัปดาห์ ไม่เกี่ยงว่าเป็นแบบคาร์ดิโอที่บริหารปอดและหัวใจ หรือการฝึกกล้ามเนื้อเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้กล้ามเนื้อ หรือจะฝึกทั้งสองแบบก็ไม่เป็นปัญหา ถ้าไม่เคยออกกำลังกายมาก่อน แนะนำให้เริ่มจากเบาๆ แล้วค่อยเพิ่มเวลา เพิ่มการใช้แรง หากปฏิบัติประจำสม่ำเสมอ ใช้เวลาเพียงเดือนเดียวจะทำให้เกิดความเคยชิน ดังนั้น ช่วงเดือนแรกต้องอดทนนิดหนึ่ง อย่าให้วินัยและความอดทนขาดผึงไปก่อน


    การมีส่วนร่วมในสังคม ข้อนี้สำคัญไม่น้อยเพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม เราไม่ได้เกิดมาเพื่อใช้ชีวิตโดดเดี่ยว การอยู่ลำพังโดยไม่ข้องแวะกับใครทำให้เกิดความเครียดไม่รู้ตัว ไม่ต้องถึงขั้นออกงานปาร์ตี้ทุกวัน แค่มีการติดต่อสื่อสารกับคนรอบข้าง ไม่จมจ่อมอยู่ในโลกส่วนตัวของตัวเองก็พอ สำหรับคนที่มีเพื่อนน้อย และไม่อยากฝังตัวแต่ในโลกดิจิทัล มีหลายวิธีในการผูกสัมพันธ์หรือหาเพื่อนใหม่ เช่น ทำงานจิตอาสา สมัครเป็นสมาชิกชมรมที่ชื่นชอบ เช่น วิ่งมาราธอน ลงเรียนคอร์สที่สนใจคอร์สสั้นๆ ทักทายทำความรู้จักเพื่อนบ้าน ออกไปทำกิจกรรม เช่น ดูหนัง เดินเล่นในสวน ชมงานนิทรรศการ หรือไปพิพิธภัณฑ์ เป็นต้น


    ดูแลเรื่องอาหารการกิน ดูเผินๆ อาจเหมือนไม่เกี่ยวข้องกัน แต่ปัญหาสุขภาพบางอย่าง เช่น อาการอักเสบในร่างกาย และภาวะดื้ออินซูลิน (ในคนที่เป็นเบาหวาน) เป็นสองสาเหตุสำคัญที่สร้างความเสียหายให้เซลล์ประสาท และทำให้การสื่อสารระหว่างเซลล์สมองเป็นอุปสรรค การใส่ใจเรื่องอาหารจึงสำคัญเพราะเกี่ยวเนื่องกับการมีสุขภาพดี และลดอาการที่กล่าวมา หลักการดูแลเรื่องอาหารคือ ต้องปรับพฤติกรรมการกิน ลดอาหารน้ำตาลสูง อาหารที่ทำจากแป้งขัดขาวซึ่งมีส่วนทำให้น้ำตาลในเลือดพุ่งสูง หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวและไขมันทรานส์ เน้นอาหารทำเองจะได้เลือกวัตถุดิบดีๆ เลือกรับประทานผักผลไม้ที่มีสีสันที่อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ รวมถึงผัก ถั่ว ธัญพืช โปรตีนดีจากปลาทะเลที่มีกรดไขมันโอเมก้า 3 สูง อาหารเสริมหรือวิตามินที่ช่วยป้องกันสมองเสื่อม ประกอบด้วย กรดโฟลิก วิตามินบี 12 วิตามินดี แมกนีเซียม และน้ำมันปลา


    กระตุ้นการทำงานของสมอง การเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ จะช่วยกระตุ้นสมองและช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะสมองเสื่อม จะกระตุ้นสมองด้วยวิธีใด ไม่ยากเลย เช่น เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เช่น ดนตรี ภาษาต่างประเทศ หรืออ่านหนังสือยากๆ ไม่ก็ฝึกจำข้อมูล จำชื่อเมืองหลวงของประเทศต่างๆ หรือจำชื่อจังหวัดในแต่ละภาคของไทย การเล่นเกมปริศนา คำใบ้ ปัญหาเชาว์ เกม ต่อคำศัพท์ (Crossword) ก็ช่วยได้ ที่ผู้เขียนชอบทำเวลารถติดคือ บวกเลขทะเบียนรถคันหน้า นอกจากนั้น การใช้เส้นทางใหม่ๆ ในการเดินทาง การเขียนหนังสือด้วยมือข้างที่ไม่ถนัด หรือใช้ช้อนกับส้อมสลับข้างกันก็เป็นการกระตุ้นสมองที่ดี


    นอนหลับพักผ่อนอย่างมีคุณภาพ อาการนอนไม่หลับ (Insomnia) ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงอย่างหนึ่งของภาวะสมองเสื่อม ผลการวิจัยระบุคนที่นอนไม่ค่อยหลับหรือหลับไม่สนิท ระดับแอมีลอยด์ บีตา ซึ่งเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งในร่างกายจะสูงขึ้น และโปรตีนตัวนี้มีความเหนียวข้นจะไปอุดตันสมอง เหตุที่เราควรหลับให้สนิทเพราะสมองจะสร้างหน่วยความจำขึ้นมาใหม่ในตอนที่เรานอนหลับ ลองสังเกตตัวเองดู คืนไหนที่นอนไม่หลับหรือหลับไม่เต็มอิ่ม ตื่นตอนเช้าจะรู้สึกไม่สดชื่น ไม่กระปรี้กระเปร่า สมองมึนงง คิดช้า เคล็ดลับในการนอนให้หลับคือ พยายามเข้านอนและตื่นนอนเวลาเดิมทุกวัน ถ้านอนไม่หลับควรละเว้นการนอนกลางวัน งดดูทีวี เล่นมือถือ หรือคอมพิวเตอร์ก่อนเข้านอน ที่สำคัญสร้างบรรยากาศในห้องให้น่านอน เครื่องนอนสะอาดสะอ้าน อุณหภูมิพอเหมาะไม่ร้อนหรือเย็นเกินไป และไม่เปิดไฟสว่างจ้าจนแยงตา


   จัดการกับความเครียด ความเครียดเป็นตัวการสำคัญที่ส่งผลต่อสมองคือ ทำให้สมองส่วนจดจำฝ่อลง ทำให้การเติบโตของเซลล์ประสาทชะงัก และเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นสมองเสื่อมและอัลไซเมอร์ การรับมือกับความเครียดของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ส่วนใหญ่ก็จะหาเวลาผ่อนคลาย ทำกิจกรรมที่ชอบ และฝึกจิตให้สงบด้วยการเจริญสติหรือทำสมาธิ มีอารมณ์ขัน ปรับทัศนคติใหม่และพยายามหัวเราะให้ได้กับทุกเรื่อง   


www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี


 

Related Articles

​ชวนไปโอบกอดสวรรค์บนดินที่ “ดอยผาหมี”

ท่ามกลางเมฆหมอกติดเทือกเขาดอยนางนอน “ดอยผาหมี” หมู่บ้านเล็กในป่าใหญ่ของชาวเขาเผ่าอาข่าซ่อนตัวอยู่เงียบๆ ท่ามกลางขุนเขา เมื่อสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงพ..

by SME Thailand| 13 สค. 2017

​5 วิธีเรียกความพร้อมหลังวันหยุด

ต้อนรับสู่โลกของการทำงานอีกครั้งหลังหยุดยาว ว่าแต่คุณพร้อมไหมที่จะลุยงานต่อ

by SME Thailand| 30 กค. 2017

​7 เคล็ดลับ กินฟาสต์ฟู้ดอย่างไรไม่เพิ่มน้ำหนัก

สำหรับคนที่กำลังลดน้ำหนักหรือรักษารูปร่าง การเข้าร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดดูจะเป็นของต้องห้าม แต่ เคอรี แกนส์ นักผู้เขียนหนังสือ “The Small Change Diet” มี..

by SME Thailand.| 26 กค. 2017