ซีบราฯ ชี้อีก 10 ปี พัสดุจะถูกจัดส่งภายใน 2 ชั่วโมง

by SME Startup 14 กย. 2018
Share:




 
   
     มร. ทาน อิ๊ก จิน ผู้จัดการธุรกิจ Vertical Solutions, ซีบรา เทคโนโลยีส์ เอเชีย แปซิฟิค กล่าวว่า "ด้วยแรงผลักดันจากเหล่านักช้อปที่คุ้นเคยกับเทคโนโลยีและเชื่อมต่อการสื่อสารอยู่ตลอดเวลา ผู้ค้าปลีก ผู้ผลิต และบริษัทโลจิสติกส์จึงร่วมมือกันและแลกเปลี่ยนบทบาทในรูปแบบที่ไม่มีมาก่อนเพื่อตอบสนองความคาดหวังของผู้ซื้อในด้านการจัดส่งสินค้าผ่าน omni-channel จากการศึกษาวิจัยในหัวข้อ Future of Fulfillment Vision Study ของซีบราพบว่า 95% ของผู้ตอบแบบสอบถามในเอเชียแปซิฟิกเห็นว่า อี-คอมเมิร์ซกำลังเป็นตัวขับเคลื่อนให้มีการส่งมอบที่เร็วขึ้น และเพื่อการตอบสนองแนวโน้มดังกล่าว บริษัทต่างๆ กำลังหันไปใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ analytics เพื่อนำระบบอัตโนมัติที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ระบบที่ช่วยในการมองเห็นสินค้า และ business intelligence (เทคโนโลยีสำหรับการรวบรวมข้อมูล จัดเก็บ วิเคราะห์ และสรุปภาพรวมของข้อมูลทางธุรกิจในหลายมิติ) ไปใช้ในซัพพลายเชนเพื่อแข่งขันในระบบเศรษฐกิจแบบ on-demand ตามความต้องการของผู้ซื้อ"
 
     ทั้งนี้ จากผลสำรวจของซีบรา พบว่า
     - 67% ของบริษัทโลจิสติกส์คาดการณ์ว่าภายในปี 2023 จะสามารถจัดส่งพัสดุถึงที่หมายภายในวันเดียวกันได้  
     - 55% คาดว่าภายในปี 2028 จะสามารถให้บริการจัดส่งพัสดุได้ถึงที่หมายภายในสองชั่วโมง
     - 96% คาดว่าจะใช้บริการจัดส่งแบบ crowdsourced delivery หรือเครือข่ายผู้ขับขี่ที่เลือกให้บริการตามคำสั่งซื้อบางรายการภายในปี 2028
 
     นอกจากนี้ ผลสำรวจยังชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงด้านการปฏิบัติงานที่ธุรกิจค้าปลีกต้องการให้เกิดขึ้นโดย
     - 7 ใน 10 ของผู้บริหารที่ตอบแบบสำรวจเห็นด้วยว่า จะมีผู้ค้าปลีกจำนวนมากขึ้นที่เปลี่ยนร้านค้าให้กลายเป็น fulfillment center ที่สามารถรองรับการคืนสินค้า ภายในปี 2023
     - 99% ของร้านค้าปลีกวางแผนที่จะให้บริการแบบสั่งซื้อออนไลน์และรับของที่ร้านเพื่อให้การบริการ Fulfillment มีความคล่องตัวมากขึ้น
 
     สำหรับขั้นตอนในการรับคืนสินค้าเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับธุรกิจค้าปลีกและบริษัทโลจิสติกส์ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก  
     - 93% ของผู้ตอบแบบสอบถามเห็นพ้องกันว่า การรับและจัดการการคืนสินค้ายังคงเป็นเรื่องท้าทาย กระบวนการการรับคืนสินค้าในหลายธุรกิจยังมีข้อบกพร่องและต้องการการพัฒนา    
     - 58% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่เป็นธุรกิจค้าปลีกคิดค่าบริการเพิ่มกรณีคืนสินค้า
     - 71% ไม่มีแผนที่จะเปลี่ยนนโยบายนี้ในอนาคต
     - 92% ของผู้ตอบแบบสอบกล่าวว่า เงินทุนเพื่อจัดตั้งและค่าใช้จ่ายระหว่างดำเนินการเพื่อให้บริการแบบ omni-channel หรือบริการที่มีทั้งช่องทางออฟไลน์คือมีหน้าร้าน และออนไลน์คือมีเว็บไซต์ ถือเป็นความท้าทายหลัก 
     - 42% ของซัพพลายเชนที่ตอบแบบสอบถาม ให้บริการในแบบ omni-channel  
     - 73% ของผู้บริโภคใช้บริการซื้อสินค้าผ่านทั้งช่องทางออฟไลน์และออนไลน์   
     - 55% ขององค์กรยังคงทำงานแบบใช้ปากกาและกระดาษจดซึ่งด้อยประสิทธิภาพในการรองรับการบริการแบบ omni-channel
     - 99% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่ให้บริการโลจิสติกส์ผ่าน omni-channel จะใช้คอมพิวเตอร์พกพาที่มีเครื่องสแกนบาร์โค้ด การอัพเกรดจากระบบงานแบบ manual ที่ใช้กระดาษและปากกาจัดทำเอกสาร ไปสู่การใช้คอมพิวเตอร์พกพาที่มีเครื่องสแกนบาร์โค้ดหรือแท็บเล็ตเพื่อช่วยปรับปรุงการจัดการโลจิสติกส์ผ่าน omni-channel ให้สามารถเข้าถึงระบบการจัดการคลังสินค้าแบบเรียลไทม์ได้มากขึ้น
 
     ในอนาคต ผู้ตอบแบบสอบถามที่เป็นระดับผู้บริหารและมองการณ์ไกล ระบุว่า ซัพพรายเชนต้องมีโซลูชั่นส์ที่เชื่อมโยง มีข้อมูลเชิงลึกทางธุรกิจ และเป็นระบบอัตโนมัติ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความเร็ว ความแม่นยำ และความคุ้มค่าในการขนส่งและแรงงานอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ผู้บริหารที่ตอบแบบสำรวจคาดว่า เทคโนโลยีใหม่ที่จะพลิกโฉมการดำเนินธุรกิจ (หรือที่เรียกกันว่า disruptive technologies) มากที่สุด ก็คือ โดรน หรือยานพาหนะที่ไร้คนขับ/ขับขี่ได้เอง, เทคโนโลยีที่สวมใส่ไว้กับร่างกาย(wearable)และเทคโนโลยีพกพา รวมถึงเทคโนโลยีหุ่นยนต์ นอกจากนี้ การใช้เทคโนโลยี RFID (radio-frequency identification) และแพลตฟอร์มการจัดการสินค้าคงคลังจะเพิ่มขึ้นจาก 32%  เป็น 95% ในปี 2028 ซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ และ tagging solution ที่ขับเคลื่อนโดย RFID จะช่วยให้สามารถมองเห็นข้อมูลสินค้าคงคลังได้ลึกลงไปถึงระดับรายการย่อยและเป็นปัจจุบันมากที่สุด ทั้งยังเพิ่มความถูกต้องของข้อมูลสินค้าคงคลังและความพึงพอใจของผู้ซื้อพร้อมกับลดปัญหาสินค้าขาดหรือมีมากเกินความต้องการในสต๊อก หรือปัญหาความผิดพลาดในการเติมสินค้า
 
 
     ศิวัจน์ โรจนเต็มศักดิ์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย ซีบรา เทคโนโลยีส์ กล่าวว่า “ธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่กำลังเติบโตอย่างมากในประเทศไทยสร้างการเปลี่ยนแปลงและโอกาสทางธุรกิจ เราเห็นเทรนด์สำคัญๆในหลายธุรกิจซึ่งมีการปรับตัวเพื่อให้บริการผู้บริโภคทั้งแบบอ๊อฟไลน์และออนไลน์ มีการศึกษาและนำข้อมูลการใช้บริการของผู้บริโภคมาใช้ อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับการจัดส่งที่รวดเร็วมากขึ้น  ธุรกิจสามารถสร้างโอกาสให้กับองค์กรและเพิ่มประสิทธิภาพให้พนักงานผู้ปฏิบัติงานโดยการใช้เทคโนโลยีอย่าง ปริ้นเตอร์และคอมพิวเตอร์แบบพกพาซึ่งให้ข้อมูลแบบเรียลไทม์ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานในหน้าร้านค้าหรือลงพื้นที่พบลูกค้า”


www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจ Startup
 
Share:

Related Articles

​HATCH goodies ข้าวพันธุ์ไทยของคนอยากกินข้าวอร่อย

อยากกินข้าวพันธุ์พื้นเมืองที่แสนอร่อย ต้องไม่พลาด ข้าวพันธุ์เวสสันตระ ข้าวพันธุ์ปะกาอัมปึล และข้าวพันธุ์ขาวยาว ของแบรนด์ HATCH goodies

by SME Startup| 19 พย. 2018

​Mustard Sneakers ไม่ใช่แค่รองเท้า แต่คือไลฟ์สไตล์

Mustard Sneakers คือแบรนด์รองเท้าสนีกเกอร์ที่กำลังเป็นที่นิยมในหมู่วัยทีน ด้วยดีไซน์เรียบง่ายแต่มีดีที่รายละเอียดและขายความเป็นไลฟ์สไตล์ที่สามารถสัม..

by SME Startup| 07 พย. 2018

​Taft สตาร์ทอัพเล็กๆ แต่ผลิตรองเท้าหรูแบรนด์โปรดเซเลบ

รู้จัก Startup เล็กๆ ผู้ผลิต ”Taft” รองเท้าหรูแบรนด์โปรดของนักกีฬาและเซเลบ

by SME Startup| 01 พย. 2018