บทเรียนจาก 5 นักธุรกิจผู้เริ่มต้นจากศูนย์

by SME Startup 11 กค. 2018
Share:






     เมื่อความร่ำรวยแต่กำเนิดไม่ใช่เครื่องการันตีของความสำเร็จ ทำให้เราได้เห็นตัวอย่างของบุคคลหลายต่อหลายคนที่เส้นทางการทำธุรกิจนั้นเริ่มต้นจากศูนย์ บ้างไร้เงินทุน บ้างไร้การศึกษาและประสบการณ์ แต่ในท้ายที่สุดกลับสามารถขึ้นมายืนอยู่บนหน้าประวัติศาสตร์ ประสบความสำเร็จและกลายเป็นมหาเศรษฐีได้ วันนี้เรามาดู 5 บุคคลต้นแบบที่แม้การเริ่มต้นจะไม่สวยหรูแต่ทิ้งข้อคิดดีๆและน่าเรียนรู้ในการทำธุรกิจกัน
 
     1.John Paul DeJoria
     แม้ว่าชื่อของ John Paul DeJoria จะฟังไม่คุ้นหูหรือพอพูดแล้วใครๆก็รู้จักเหมือน Steve Jobs หรือ Elon Musk แต่ชายผู้นี้ก็ประสบความสำเร็จในการเป็นผู้ประกอบการและทำธุรกิจเฉกเช่นเดียวกันกับคนเหล่านั้น เส้นทางชีวิตของเขานั้นผ่านอะไรมามากไม่ว่าจะเป็นเด็กส่งหนังสือพิมพ์ ภารโรงและคนขับรถลากเพื่อหารายได้มาประทังชีวิต จนในที่สุด DeJoria ก็ได้เริ่มทำบริษัทผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมตอนที่เขาได้พบกับเพื่อนช่างทำผมอย่าง Paul Mitchell

     และด้วยเงินกู้เพียง 700 เหรียญสหรัฐ ทั้งสองเริ่มต้นทำธุรกิจที่กลายเป็นกลุ่มเครือบริษัทที่วันนี้รู้จักกันในนาม John Paul Mitchell Systems นอกจากนี้ DeJoria ยังเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง Patron Spirits บริษัทผลิตและจำหน่ายเหล้าเตกีล่าที่ใหญ่ที่สุดในโลกและยังเป็นหุ้นส่วนร่วมก่อตั้งของ The House of Blues เชนของห้องแสดงดนตรีสดและร้านอาหารในตลาดใหญ่ๆทั่วทั้งสหรัฐอเมริกา ปัจจุบันเขามีทรัพย์สินมากกว่า 3.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ
 
     2. Kevin Plank
     กว่าจะมาถึงวันนี้ รู้หรือไม่ว่า Kevin Plank ซีอีโอบริษัทชุดออกกำลังกายของแบรนด์ชื่อดังอย่าง Under Armour ก็เคยถังแตกมาแล้วตอนที่เขาเริ่มขายเสื้อผ้าที่เป็นซิกเนเจอร์ของแบรนด์ เขานำเงินทั้งหมดที่มีอยู่ประมาณ 20,000 เหรียญสหรัฐและต้องเป็นหนี้บัตรเครดิตอีก 40,000 เหรียญสหรัฐเพื่อนำมาใช้ลงทุนในบริษัท  

     ไม่นานหลังจากนั้นเขาได้ขายที่ดินมูลค่า 17,000 เหรียญสหรัฐให้แก่สถาบันเทคโนโลยีจอร์เจียหรือรู้จักในชื่อจอร์เจียเทค มหาวิทยาลัยรัฐบาลของสหรัฐอเมริกาและทำยอดขายได้มหาศาล จากนั้นเขาก็เดินหน้าต่อโดยใช้เวลาเพียงไม่กี่ปีในการวางรากฐานด้านการขายและจ้างพนักงานเป็นร้อยๆคน ปัจจุบันแบรนด์ Under Armour มียอดขายปลีกเกือบ 2 พันล้านเหรียญสหรัฐและมีพนักงาน 5,900 คน
 
     3. Jan Koum
     มาถึงผู้ก่อตั้ง WhatsApp อย่าง Jan Koum กันบ้าง โดยเขานั้นเกิดในหมู่บ้านเล็กๆใกล้กรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครน และด้วยความยากจนครอบครัวของเขาจึงต้องอพยพไปอยู่ที่แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นที่ๆเขาได้เริ่มเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องของคอมพิวเตอร์ในเวลาว่าง ตอนที่เขาอายุได้ 18 ปี ทักษะของเขานั้นพัฒนาขึ้นมากอย่างน่าพอใจ และในปี 2540 เขาก็ได้รับการว่าจ้างจาก Yahoo ให้มาเป็นวิศวกรด้านโครงสร้างพื้นฐานของบริษัท

     Koum ใช้เวลา 10 ปีในวงการก่อนที่จะตระหนักได้ถึงความสำคัญของแอปพลิเคชันและหันมาเปิดบริษัท WhatsApp Inc ในปี 2552 และในปี 2557 WhatsApp ก็ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก จนในที่สุด Facebook ก็ได้เข้าซื้อกิจการของ WhatsApp ด้วยเงินมูลค่าถึง 19 พันล้านเหรียญสหรัฐ
 
     4. Sam Walton
     ฟังดูอาจจะน่าขำที่ Walmart บริษัทค้าปลีกยักษ์ใหญ่ของโลกมักถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าจ่ายค่าจ้างพนักงานน้อยเกินไปและชอบใช้กลยุทธ์ตัดราคาเพื่อทำกำไรให้ได้สูงสุด เพราะ Sam Walton ผู้ก่อตั้ง Walmart นั้นเริ่มจากการไม่มีอะไรเลยเมื่อตอนเริ่มทำร้านแรกในปี 2488

     Walton ใช้เงินจำนวน 25,000 เหรียญสหรัฐ ที่หยิบยืมมาจากพ่อตาในการลงทุนซื้อของเข้าร้านในระยะแรกและเพียงแค่ชั่วพริบตาธุรกิจก็ประสบความสำเร็จได้ในอุตสาหกรรมค้าปลีก โดยร้านอย่างเป็นทางการของ Walmart ร้านแรกนั้นเปิดในปี 2505 ที่เมืองโรเจอร์ส รัฐอาร์คันซอ สหรัฐอเมริกา และในปี 2519 Walmart สามารถทำเงินได้มากกว่า 176 ล้านเหรียญสหรัฐ จนมาถึงจุดที่ Walton ได้รับการขนานนามว่าเป็นชายที่ร่ำรวยที่สุดในอเมริกาเลยทีเดียว
 
     5. George Soros
     แม้ว่าคุณจะมองว่า George Soros เป็นนักลงทุนมากกว่าเป็นผู้ประกอบการแต่ก็ยังมีบางสิ่งที่น่าเรียนรู้จากชายผู้นี้ เมื่อตอนที่ Soros เป็นวัยรุ่นอาศัยอยู่ที่ประเทศฮังการีในปี 2490 เขาได้หนีการกวาดล้างของพวกนาซีไปยังประเทศอังกฤษ และทั้งๆที่มีเงินเพียงเล็กน้อยที่จะใช้เติมเต็มความฝันของตัวเองได้ เขาเลือกที่จะเข้าเรียนที่วิทยาลัยเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์แห่งลอนดอนเพื่อที่จะได้รับใบปริญญา หลังจากนั้นเขาก็ย้ายไปที่สหรัฐอเมริกาช่วงปี 2493 และกลายเป็นผู้จัดการด้านการลงทุนให้กับบริษัทใหญ่ๆหลายบริษัท จนในที่สุดก็เริ่มตั้งกองทุน Hedge Fund ของตัวเองและสร้างบริษัทขึ้นมา

     โดยการเคลื่อนไหวที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของเขานั้นสามารถทำให้ค่าเงินปอนด์ของอังกฤษตกต่ำลงได้ในช่วงต้นปี 2533 และทำให้เขาได้เงินถึง 1 พันล้านเหรียญสหรัฐในเวลาแค่วันเดียว
 
 
     จากบุคคลต้นแบบเหล่านี้ มี 3 สิ่งที่คนทำธุรกิจควรเรียนรู้
 
     1.การเป็นหนี้ก็เป็นตัวเลือกที่ดีอย่างหนึ่ง
     แม้ว่าการเป็นหนี้จะฟังแล้วดูน่ากลัว แต่ถ้าพิจารณาจากบุคคลที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นจะเห็นว่าเกือบทุกคนนั้นก็เป็นหนี้ในช่วงเริ่มทำธุรกิจ เพราะฉะนั้นตราบใดที่คุณมีแผนจะใช้หนี้คืน การเป็นหนี้ก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไรและเป็นเครื่องมือที่ดีอย่างหนึ่งในการผลักดันให้เกิดธุรกิจขึ้นจริง
 
      2. ลงทุนกับตัวเองก่อน
     คุณจำเป็นต้องลงทุนกับตัวเองก่อนที่จะหันไปลงทุนกับเรื่องอื่น หรือพูดง่ายๆคือคุณควรพัฒนาทักษะความสามารถที่มี เพิ่มประสิทธิภาพทางการศึกษาและประสบการณ์ต่างๆ ให้ดีและมีประสิทธิภาพ เพราะหากปราศจากเรื่องพวกนี้แล้วคุณก็จะไม่สามารถสร้างธุรกิจที่แข็งแกร่งและประสบความสำเร็จได้
 
     3. มองอนาคต
     จะเห็นได้ว่าผู้ประกอบการเหล่านี้ไม่ได้เข้ามาเป็นผู้เล่นในตลาดที่มีอยู่แล้ว ในทางตรงกันข้ามพวกเขาสร้างสิ่งใหม่ๆขึ้นมาหรือเดิมพันว่าอะไรที่ตลาดปัจจุบันจะต้องการ เพราะฉะนั้นการมีกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นว่าตลาดในอนาคตต้องการอะไรจะสามารถเอาชนะคู่แข่งที่มุ่งเน้นแค่เพียงปัจจุบันได้    
 
 
www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี
 
Share:

Related Articles

​HATCH goodies ข้าวพันธุ์ไทยของคนอยากกินข้าวอร่อย

อยากกินข้าวพันธุ์พื้นเมืองที่แสนอร่อย ต้องไม่พลาด ข้าวพันธุ์เวสสันตระ ข้าวพันธุ์ปะกาอัมปึล และข้าวพันธุ์ขาวยาว ของแบรนด์ HATCH goodies

by SME Startup| 19 พย. 2018

​Mustard Sneakers ไม่ใช่แค่รองเท้า แต่คือไลฟ์สไตล์

Mustard Sneakers คือแบรนด์รองเท้าสนีกเกอร์ที่กำลังเป็นที่นิยมในหมู่วัยทีน ด้วยดีไซน์เรียบง่ายแต่มีดีที่รายละเอียดและขายความเป็นไลฟ์สไตล์ที่สามารถสัม..

by SME Startup| 07 พย. 2018

​Taft สตาร์ทอัพเล็กๆ แต่ผลิตรองเท้าหรูแบรนด์โปรดเซเลบ

รู้จัก Startup เล็กๆ ผู้ผลิต ”Taft” รองเท้าหรูแบรนด์โปรดของนักกีฬาและเซเลบ

by SME Startup| 01 พย. 2018