8 เรื่องต้องรู้ที่จะทำให้คุณตาม Digital Marketing Trends 2018 ทัน

by SME Startup 20 มีค. 2018
Share:




                                                                        

     หลายๆ ปีที่ผ่านมาโลกที่ถูกเปิดกว้างด้วยดิจิทัลได้นำพาความเปลี่ยนแปลงมาอย่างมากมาย ทั้งในชีวิตประจำวันที่ผู้คนมีพฤติกรรมการใช้สื่อดิจิทัลมากขึ้น ทำให้ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของคนส่วนใหญ่ต้องเปลี่ยนไป อีกทั้งยังแทรกซึมเข้าไปอยู่ในทุกขั้นตอนของการทำธุรกิจ ชนิดที่ว่าถ้าไม่ปรับตัวอย่างเร่งด่วน หรือพยายามใช้เครื่องมือใหม่ๆ มาช่วยสนับสนุนการทำธุรกิจแล้ว อาจพ่ายแพ้ในเกมธุรกิจได้ เพราะเจ้าคลื่นดิจิทัลนี้มีทั้งความรวดเร็วและความรุนแรง นี่จึงเป็นความท้าทายให้ผู้ประกอบการที่ต้องก้าวตามให้ทัน  
 
     ฉะนั้นไปดูกันว่า Digital Marketing Trends 2018 ที่ สโรจ เลาหศิริ Executive Strategic Creative Director of Rabbit’s Tale 1 ใน 4 ของผู้บริหาร Rabbit’s Tale ดิจิทัลเอเยนซี่ที่โด่งดัง ได้บอกเล่าเอาไว้มีอะไรบ้างเพื่อจะได้เตรียมรับมือให้ทัน
 

     1. Transparency & Authenticity

          ระหว่างแบรนด์พูดกับท็อปคอมเมนต์พูด คุณจะเชื่อใคร? 

          เชื่อหรือไม่ ร้อยทั้งร้อยจะเลือกเชื่อท็อปคอมเมนต์มากกว่าเชื่อแบรนด์ นั่นเป็นเพราะว่าทุกวันนี้ผู้บริโภคบนโซเชียลมีเดีย รู้เท่าทันโฆษณา ซึ่งถ้าย้อนกลับไป 5-6 ปีที่แล้ว การโฆษณาต้องหาพรีเซนเตอร์ดังๆ สร้าง Key Message เจ๋งๆ และทำโฆษณาให้น่าสนใจที่สุด แต่ในวันนี้ไม่ใช่แล้ว เพราะการยอมรับความจริง หรือการพูดอย่างจริงใจจะเป็นการสร้างแบรนด์แบบใหม่ รวมถึงการแก้ปัญหาวิกฤตดรามาที่เกิดขึ้นด้วย ซึ่งหากสังเกตในหลายๆ กรณีจะเห็นว่าแต่ละแบรนด์มีวิธีการรับมือวิกฤตบนโซเชียลมีเดียที่แตกต่างกัน บางแบรนด์เลือกที่จะยอมรับ ขอโทษ พร้อมที่จะแก้ไขข้อผิดพลาด ขณะที่บางแบรนด์เลือกที่จะไม่ชี้แจงอะไรแล้วรอให้เรื่องเงียบหายไปเอง ซึ่งถ้าเลือกวิธีการนี้หากในวันข้างหน้าเจอวิกฤตอีกครั้งจะโดนขุดเรื่องเก่าๆ ขึ้นมาทันที เพราะบนโลกอินเทอร์เน็ตถ้าทำอะไรไว้ก็จะอยู่บนนั้นไปตลอด

          ฉะนั้นการพูดความจริงใจจึงเป็นสิ่งใหม่ที่คนในอินเทอร์เน็ตยอมรับได้มากกว่าการทำโฆษณาสวยหรู!!
 
 
     2. Social Media as Services & Solutions

          จากเดิมที่โซเชียลมีเดียจะเป็นช่องทางการสื่อสาร โพสต์โฆษณา โพสต์คอนเทนต์ ก็จะเริ่มผันตัวเองไปเป็นช่องทางการให้บริการและการแก้ปัญหาให้กับลูกค้ามากขึ้น

          ดังจะเห็นว่าเฟซบุ๊กเพิ่งประกาศว่า จะพัฒนา Facebook Messenger ให้สามารถทำอะไรได้หลากหลายมีฟังก์ชันต่างๆ ที่พร้อมใช้งานมากขึ้น เช่น แถบช้อปปิง แถบแสดงสินค้า แถบจ่ายเงิน ฯลฯ ทั้งหมดนี้จะอำนวยความสะดวกให้เพจของแบรนด์เป็นการบริการและแก้ปัญหาให้กับลูกค้ามากกว่าช่องทางการสื่อสารเพียงอย่างเดียว

          ขณะเดียวกัน รู้หรือไม่ว่าอัตราการบล็อกในไลน์อยู่ที่ 60 เปอร์เซ็นต์ นั่นหมายความว่าในจำนวนคนที่เป็นเพื่อน 100 คน จะมีคนไม่เห็นข้อความ 60 คน ด้วยเหตุนี้ไลน์จึงผันตัวเองไม่ใช่ช่องทางแค่ Push Message แต่ให้การบริการและแก้ไขปัญหาด้วย โดยการขยันทำฟังก์ชันต่างๆ ออกมา เพราะรู้ว่าต่อไปในอนาคต ถ้าผู้ประกอบการมุ่งแต่จะขายของหรือออกโปรโมชันอย่างเดียวก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะโดนบล็อก ดังนั้น การที่ไลน์เปลี่ยนแพลตฟอร์มเป็นการให้บริการ และแก้ปัญหาจะทำให้ลูกค้ารู้สึกอยากเข้าไปมีส่วนร่วม ซึ่งเมื่อลูกค้ารู้สึกดี ไม่ว่าแบรนด์จะพูดอะไรลูกค้าก็ฟัง           


     3. Less Lifestyle, More Branded Content

          คอนเทนต์ไลฟ์สไตล์จะลดลงเรื่อยๆ แต่แบรนด์คอนเทนต์จะกลับมา

          ความท้าทายของคนทำคอนเทนต์มีอยู่ 3 ข้อ คือ 1.Velocity ทุกวันนี้ทุกเพจแข่งกันที่ความเร็ว ถ้าทำคอนเทนต์เหมือนสำนักข่าว แต่ไม่เร็วเท่าไม่ใช่คนแรกที่ทำคอนเทนต์ก็ไม่มีประโยชน์ 2.Variety ความหลากหลายของคอนเทนต์ และ 3.Volume ถ้าไม่ทำคอนเทนต์และไม่ทำโฆษณาก็ไม่ได้ ซึ่งหากทำร้านอาหารแล้วทำคอนเทนต์ไลฟ์สไตล์ร้านอาหาร ก็จะเจอว่าคนอื่นก็ทำเหมือนๆ กัน เพราะฉะนั้นการสร้างคาแร็กเตอร์ หรือเอกลักษณ์ให้คอนเทนต์ในเพจเป็นสิ่งที่สำคัญในการทำคอนเทนต์
 

     4. Online to On-Ground

          ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทุกคนมุ่งหน้าทำออนไลน์เพื่อสร้างแฟน แต่ในความจริงการทำแค่ออนไลน์ก็จะได้แค่ Social Relationship เปรียบเสมือนการจีบกันในไลน์แต่ไม่ได้ไปออกเดตด้วยกัน วันนี้ต้องบอกว่าไม่สามารถทำให้ใครมารักแบรนด์ได้จริงๆ ผ่านการคุยบนออนไลน์เพียงอย่างเดียว แม้ว่าจะทำคอนเทนต์ดีแค่ไหนแต่สุดท้ายแล้วถ้าแบรนด์ไม่เคยดึงคนมาสร้างประสบการณ์ที่ดีร่วมกันใน On-Ground เลย ก็จะไม่มีวันไปไกลกว่าความสัมพันธ์ในโซเชียลมีเดีย ดังนั้น จะเริ่มเห็นว่าหลายแบรนด์หันมาทำ Online to On-Ground กันมากขึ้น
 

     5. Micro-Influencer

          ในช่วงที่ผ่านมา Influencer Marketing ถูกพูดถึงกันอย่างแพร่หลาย เนื่องเพราะผู้บริโภคไม่เชื่อแบรนด์ แต่เชื่อ Influencer มากกว่า จึงมี Influencer ดังๆ เกิดขึ้นมากมาย แต่วันหนึ่งเมื่อ Influencer มีผู้ติดตามมากขึ้นเรื่อยๆ สถานะก็เปลี่ยนไปเป็นเซเลบริตี กลายเป็นคนดังแทน พลังของการโน้มน้าวทางความคิดจะลดลง ดังนั้น ถ้าถามว่าผู้บริโภคจะเชื่อใครระหว่างใครก็ไม่รู้ที่มารีวิวร้านอาหาร กับรีวิวจากเพจดัง แต่มีคนติดตาม 2 ล้านที่มีวงเล็บตอนท้ายว่า Advertorial แน่นอนว่าผู้บริโภคจะเลือกเชื่อใครก็ไม่รู้มากกว่า เพราะรู้สึกว่าไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียและผู้บริโภครู้แล้วว่าการรีวิวของ Influencer นั้นได้เงิน จึงทำให้พลังของการโน้มน้าวลดลง  
                

     6. E-Sports

          ทำไมกระแส E-Sport จึงกลับมาอีกครั้ง?

          เหตุผลคือปีที่ผ่านมากระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้บรรจุ E-Sport ให้เป็นกีฬาได้ ประกอบกับเริ่มมีตัวแทนคนไทยเดินทางไปแข่งขันเกมยังต่างประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งนี้มีตัวเลขระบุว่า เด็กวัยรุ่นผู้ชาย 70-80 เปอร์เซ็นต์เล่นเกม ขณะที่ Garena ROV เกมมียอดดาวน์โหลด 12 ล้านครั้งมากที่สุดในไทย ซึ่งที่ผ่านมายังไม่มีแบรนด์ไหนเข้าไปทำการตลาดผ่าน E-Sport แต่ปีหน้าเชื่อว่าจะได้เห็นแบรนด์ใหญ่ๆ เข้ามาสนับสนุนมากขึ้น และถ้าจับกระแสนี้ได้ถูกจุดการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่เป็นเด็กวัยรุ่นก็ไม่ใช่เรื่องยาก
 
 
      7. Ecosystem

          Ecosystem สำหรับดิจิทัลก็เหมือนที่การไปตั้งรกรากประเทศดิจิทัล ที่จะเชื่อมโยงแพลตฟอร์มต่างๆ เข้ามาด้วยกัน โดยทุกวันนี้ถ้าเปิดเพจเฟซบุ๊กจะมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้นทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นค่าทำคอนเทนต์ ค่าบูสต์เพจ ค่าจัดการเพจ ซึ่งตอนนี้แบรนด์ใหญ่อย่าง พีแอนด์จีก็ประกาศเลิกทำเฟซบุ๊กแล้ว แต่หันมาลงทุนใน Ecosystem แทน และแนวโน้มนี้จะเกิดกับบริษัทใหญ่ๆ มากขึ้นเรื่อยๆ สำหรับ SME จะต้องปรับตัว การโพสต์อะไรลงโซเชียลมีเดียไปเรื่อยๆ แต่ไม่ได้ทำแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงกันคงไม่ได้ เพราะถ้าไม่เก็บข้อมูลเลยในอนาคตจะไม่สามารถแข่งขันได้
 

     8. Data Driven Creative Marketing

          SME รู้หรือไม่ว่าลูกค้าที่ซื้อสินค้ามากที่สุด 5 คนแรกเป็นใครมาจากไหน หน้าตาเป็นอย่างไร หลายคนแทบจะไม่รู้ข้อมูลลูกค้าของตัวเอง ทั้งๆ ที่ข้อมูลเหล่านี้หากนำมาใช้ประโยชน์แล้วจะสามารถทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นได้ ยกตัวอย่าง เช่น ถ้าปีหน้ายอดขายตก ตกจากลูกค้ากลุ่มเดิมหรือลูกค้ากลุ่มใหม่ ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องการเก็บข้อมูล ซึ่งดิจิทัลสามารถทำได้ และหากรู้จักที่จะเก็บข้อมูลแล้วนำมาใช้ก็จะเป็นสิ่งเดียวที่สามารถทำให้แข่งขันได้

          ทั้งนี้ ในปีหน้าจะเริ่มเห็นความสำคัญของการเก็บข้อมูลที่จะนำมาใช้ต่อยอดมากขึ้น และ AI จะเป็นเรื่องใกล้ตัวมากขึ้น โดย AI จะเก็บข้อมูลประมวลผลโดยใช้แมชชีนแล้วทำ Solution มาช่วยตัดสินใจ และปี พ.ศ.2561 จะมี AI หลายตัวที่เข้ามาช่วยทำงาน

          สำหรับวันนี้ SME อาจจะเริ่มจากการเก็บข้อมูลลูกค้าทุกคนตั้งแต่แรกง่ายๆ แล้วลง Excel ไว้ ซึ่งในวันหนึ่งถ้าใช้ดิจิทัลมาช่วยการจัดการร้านก็จะทำให้มีข้อมูลและทำได้เร็วขึ้น สามารถออกแคมเปญได้ตรงจุดกว่า
 

www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี 


 
Share:

Related Articles

​เรเชล ดีรอรี กับยุทธการปั้น Fast Food ให้เป็น Super Food

เปิดยุทธการ Fast Food ให้เป็น Super Food ของ Daily Harvest ที่ทำให้กลายเป็นธุรกิจเติบโตแบบก้าวกระโดด

by SME Startup| 18 เมย. 2018

​EVERYTHING EST OK เสื้อผ้าของสาว Seasonless ไม่ต้องตามเทรนด์ ก็ขายได้

ใครว่าแฟชั่นต้องตามเทรนด์! นันทพัทธ์ พนิตวรนันท์ ไม่คิดเช่นนั้นเพราะ EVERYTHING EST OK เสื้อผ้าของสาว Seasonless ไม่ต้องตามเทรนด์ กลับขายได้ขายดี

by SME Startup| 12 เมย. 2018

​เรื่องเล่าจากผืนป่า ไอเดียสร้างเงินแสนจาก UNMELT

UNMELT หยิบสัตว์ป่ามาทำกระเป๋า ความลงตัวระหว่างความชอบและสิ่งที่สามารถสร้างรายได้ ของกรณิสา มงคลพรอุดม

by SME Startup| 05 เมย. 2018