ต้นกำเนิด Netflix เหตุเกิดจากความโมโห! เพราะโดนค่าปรับจากร้านเช่าวีดีโอ 40$!

by SME Thailand 21 กย. 2018
Share:
 




 
     ยุคที่แผ่น CD DVD เริ่มหายตายจากตลาด ก็เข้าสู่ยุคที่ผู้คนเริ่มหันมาเสพคอนเทนต์กันผ่านทางอินเตอร์เน็ต ดูหนัง ฟังเพลง ก็ Streaming กันไป และหนึ่งในผู้นำด้าน Online streaming ที่เติบโตทั่วโลกอยู่ขณะนี้คงหนีไม่พ้น Netflix ซึ่งกินเวลาของเหล่าวัยรุ่นยุคใหม่ไปหลายชั่วโมงต่อวันเลยทีเดียว ถึงกับมีคำศัพท์เฉพาะของการออกเดทสำหรับวัยรุ่นยุคใหม่ รักใคร ชอบใคร ก็ชวนกับไปดู Netflix แม้แต่เพลงของโอ๊ต ปราโมทย์ยังมีท่อนที่ร้องว่า
 

     “คืนนี้ถ้าเธอไม่ชอบเสียงดัง เปลี่ยนเป็นดู Netflix ห้องฉันป่าว Chill Chill จิบไวน์กันยาวยาว ฉันเตรียมให้เธอไว้หมดเเล้ว”
 

     เรียกได้ว่ากระแสความฮอตฮิตของธุรกิจ Streaming Video นี้มาแรงไม่มีตก เราเลยอยากพาคุณไปย้อนรอยถึงจุดกำเนิดเจ้าแพลตฟอร์มนี้ว่ามันมีที่มาที่ไปยังไง ใครกันเป็นคนเริ่มต้น  
 

เหตุเกิดจากการคืนวีดีโอช้า
 

     อายุอานามของ Netflix ก็ประมาณ 20 ปีเศษ อยู่ในช่วงวัยรุ่นแรกแย้ม โดยจุดเริ่มต้นของ Netflix แบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบันมันเริ่มจากการคืนวีดีโอช้า Reed Hastings หนึ่งในผู้ก่อตั้งได้เล่าว่ามีอยู่คืนหนึ่งเขาโดนค่าปรับจากร้านเช่าวีดีโอ Blockbuster เป็นเงินถึง 40 เหรียญสหรัฐคิดเป็นเงินประมาณ 1,400 บาทเลยทีเดียว Hastings จำได้แม่นเลยว่าหนังเรื่องนั้นคือ Apollo 13 เพราะเขายืมไปแล้วทำหาย โดยการที่เขาทำแผ่นหนังหายเป็นเพราะเขาต้องการทดสอบระบบของการขนส่ง ซึ่งในขณะนั้นเขาและ Marc Randolph ได้จับมือกันทำ Netflix แล้ว  
 
 
     รูปแบบของ Netflix ในตอนแรกคือการเปิดให้เช่า DVD ผ่านทางไปรษณีย์สำหรับลูกค้าในสหรัฐอเมริกา โดยลูกค้าสามารถยืมหนังที่ตนเองต้องการ พวกเขาก็จะจัดส่งให้ทางไปรษณีย์ เมื่อลูกค้าดูเสร็จก็ส่งคืนภายใน 7 วัน ถ้าเกินจากนั้นจะต้องโดนปรับ แต่เมื่อ Hastings เองได้ทดสอบและพบว่าทำแผ่นหนังหายจนโดนปรับ 40 เหรียญสหรัฐ ทำให้เขาเข้าใจความรู้สึกของลูกค้ามากขึ้น จนเกิดเป็นระบบใหม่คือให้ลูกค้าจ่ายค่าสมาชิกรายเดือน 7.99 เหรียญสหรัฐ และนำ DVD ไปรับชมได้อย่างไรข้อจำกัด ในช่วงนั้น Netflix ขยายกิจการอย่างรวดเร็วและครองใจคนรักหนังอย่างมาก กลายเป็นคู่แข่งของ Blockbuster เลยทีเดียว
 
 
     เมื่อเวลาผ่านไป คนเริ่มนิยมการรับชม DVD หรือ CD น้อยลง แม้กระทั่ง Blockbuster เองยังยื้อธุรกิจไว้ไม่ไหวและล้มละลายในปี 2010 แต่ Reed Hastings เหมือนมีตาทิพย์ยังเดินหน้าพัฒนารูปแบบของ Netflix จากที่เปิดให้เช่าแผ่นหนังผ่านทางไปรษณีย์ก็เปลี่ยนมาเป็น streaming video ในช่วงปี 2007 ถือว่าเป็นการเปิดโลกใหม่สำหรับคนดูหนังเลยทีเดียว จากเดิมที่ดูผ่านแผ่น DVD ก็เปลี่ยนมาดูบนออนไลน์แทน นับตั้งแต่วันนั้นชื่อของ Netflix ก็เป็นที่รู้จักดีสำหรับคอหนังและยังเติบโตอย่างต่อเนื่องจนในตอนนี้มีผู้ชมมากกว่า 130 ล้านคน ครอบคลุม 190 ประเทศทั่วโลก
 

บทเรียนแห่งความสำเร็จของ Netflix
 

     หนึ่งในความสตรองของ Streaming Video Platform นี้คือการที่เขาเริ่มต้นสร้างสรรค์คอนเทนต์ด้วยตัวเอง ไม่ได้มีแค่หนังของค่ายอื่นอย่างเดียว ในปี 2012 Netflix เริ่มต้นสร้างซีรี่ย์ของตัวเองเรื่องแรกคือ Lilyhammer หลังจากนั้นก็มี Netflix Original หรือชื่อที่ใช้เรียกคอนเทนต์ที่ Netflix เป็นผู้สร้างออกมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในช่วงหลังยิ่งทำได้ดีจนมีแฟนๆ มากมายที่ติดตามดูซีรี่ย์จาก Netflix โดยซีรี่ย์โด่งดัง อาทิ House of Cards, The Crown, 13 reasons why
 

     การที่ Netflix ลุกมาทำคอนเทนต์ที่เป็น Original ของตัวเอง มีช่องทางในการฉายเองไม่ต้องง้อโรงภาพยนตร์ ยิ่งทำให้เขาแข็งแกร่งกว่าคู่แข่งรายอื่น ยิ่งไปกว่านั้นยิ่งทำให้กลุ่มผู้ชมติด Netflix จนกลายเป็น Fandom ตัวจริงเสียงจริงอีกด้วย



www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี
Share:

Related Articles

​ทำไมรูปภาพ ถึงสำคัญต่อการทำการตลาด?

เพราะการทำ Content Marketing ไม่ได้มีแค่ตัวอักษรอย่างเดียว รูปภาพ ถือเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่สำคัญที่จะทำให้การทำ Content บนออนไลน์ ได้รับความสนใจข..

by SME Thailand| 20 ตค. 2018

​​โปรโมตซีรี่ย์เรื่องใหม่ ต้องเล่นเบอร์ใหญ่ขนาดนี้เลยหรอ Netflix!?

เป็นกระแสแรงมากสำหรับซีรี่ย์ผีกระตุกขวัญเรื่องใหม่ The Haunting of Hill House บน Netflix แต่ที่แรงไปกว่านั้น คือการโปรโมตซีรี่ย์เรื่องนี้ ที่ทำเอาคน..

by SME Thailand| 19 ตค. 2018

​​ลูกค้าไฮเอนด์เอาใจไม่ยาก...ถ้ารู้เทคนิค

ด้วยกำลังซื้อที่สูง ลูกค้ากลุ่มไฮเอนด์จึงเป็นหนึ่งในลูกค้าเป้าหมายที่หลายแบรนด์ต่างถวิลหา แต่ด้วยกำลังซื้อที่มากนั่นเอง จึงทำให้ลูกค้ากลุ่มนี้มักเป็..

by SME Thailand| 18 ตค. 2018