Member Login register here!| Forgot Password?

Lifestyle

Sort article by  

KNOWLEDGE HUB Life Style Health

โยคะอย่างไรให้ปลอดภัย

 





เรื่อง : น้ำค้าง

    การออกกำลังกายอย่างหนึ่งที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในขณะนี้คือ “โยคะ” ที่ใช้หลักก้ม แอ่น บิด เอียงเพื่อเหยียดยืดกล้ามเนื้อ และกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ข้อดีอีกอย่างของโยคะคือหลังจากที่ฝึกจนชำนาญแล้ว มันจะเป็นการออกกำลังกายที่สามารถทำได้ทุกที่ ไม่จำเป็นต้องเข้าสตูดิโอเสมอไป สำหรับผู้สนใจการออกกำลังกายด้วยวิธีนี้ การศึกษาด้วยตัวเองโดยดูจากยูทูปหรือหนังสืออาจเป็นหนทางประหยัด แต่หากท่าที่ปฏิบัติไม่ถูกต้อง ก็ไม่ก่อประโยชน์แถมยังอาจทำให้กล้ามเนื้อได้รับบาดเจ็บได้ ดังนั้น สำหรับผู้ที่ไม่เคยเล่นโยคะมาก่อน หรือเพิ่งจะเริ่มต้น จึงมีข้อแนะนำดังต่อไปนี้

•    หาครูสอนโยคะที่ไว้ใจได้ อย่างน้อยต้องเป็นผู้ที่ผ่านหลักสูตรโยคะเพื่อเป็นครูสอน ครูจะเป็นต้นแบบ แนะแนวทางและคอยดูให้ว่าท่าโยคะแต่ละท่าที่เราฝึกนั้น ถูกต้องหรือไม่ ถ้าไม่ถูกต้องครูจะช่วยแก้ไขให้ การเลือกคลาสโยคะ ถ้าเรียนแบบตัวต่อตัวได้จะเป็นการดี หรือไม่ก็พยายามหาคลาสที่คนเรียนไม่เยอะเพื่อที่ครูจะได้ดูแลผู้เรียนอย่างทั่วถึง

•    การคาดหวังบนความเป็นจริง หากไม่ได้มีพื้นฐานเป็นแดนเซอร์หรือนักยิมนาสติกมาก่อน การเข้าเรียนโยคะไม่กี่ครั้ง ไม่อาจทำให้คุณเก่งกล้าขนาดทำท่ายาก ๆ เช่น ท่ากลับหัวทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นท่ายืนด้วยศีรษะ ยืนด้วยไหล่ ยืนด้วยมือ เป็นต้น ต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะไปถึงท่าแอดวานซ์ที่ต้องใช้ความแข็งแกร่ง ความยืดหยุ่น และความสมดุลของกล้ามเนื้อ 

•    โยคะไม่เน้นการแข่งขัน ไม่ว่าจะกับผู้อื่นหรือตัวเอง แต่จะเน้นที่การฟังเสียงจากความรู้สึกภายใน การฝืนเอาชนะตัวเองว่าจะต้องทำท่านั้น ท่านี้ให้ได้ บางครั้งยิ่งทำให้เกิดความเครียด และอาจทำให้ร่างกายได้รับบาดเจ็บได้ ทั้งนี้ สภาพร่างกายของเราในแต่ละวันจะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับกิจกรรมที่เราได้ทำมาก่อนหน้า ดังนั้น ความพร้อมในการปฏิบัติท่าต่าง ๆ จึงไม่คงที่

•    สำหรับมือใหม่หัดฝึกโยคะ แนวโน้มที่จะได้รับบาดเจ็บตามอวัยวะต่าง ๆ เช่น คอ หลัง บั้นเอว เข่า และเอ็นร้อยหวายมีสูงมาก การฝึกท่าที่เกี่ยวกับอวัยวะเหล่านี้จึงควรระวัง และหากบาดเจ็บขึ้นมา อย่างนิ่งนอนใจ ปรึกษาแพทย์และรักษาให้หาย เมื่อกลับไปฝึกกับครูโยคะอีกครั้ง ก็อย่าลืมแจ้งให้ครูทราบว่าเราเคยเจ็บตรงไหนมาก่อน จะได้ไม่หักโหมเกินไป

•    สำหรับผู้ที่ฝึกโยคะร้อน หรือ Bikram yoga ในห้องที่มีอุณหภูมิกว่า 40 องศาในระดับความชื้นสัมพัทธ์ 30-35% คงเทียบเท่ากับการอบซาวน่า ปัญหาที่เกิดมักเป็น dehydration หรือร่างกายขนาดน้ำจากการเสียเหงื่อ ก่อนเข้าคลาสจึงควรดื่มน้ำให้เพียงพอ ระหว่างอยู่ในคลาสควรมีกระบอกน้ำไว้คอยจิบด้วย และหลังเสร็จการคลาส ควรดื่มน้ำตามอีกครั้ง

•    การฝึกโยคะร้อน หากยังไม่ชินมักจะมีอาการวิงเวียน มึนศีรษะ ชีพจรเต้นต่ำลง นั่นอาจเป็นสัญญาณของ hyponatremia หรือภาวะโซเดียมในเลือดต่ำ อันเป็นผลจากการสูญเสียน้ำในร่างกายมากเกินไป การดื่มน้ำเปล่าอาจช่วยไม่ได้มาก จึงควรพกพาเครื่องดื่มเกลือแร่ไว้ข้างกายด้วย และงดชา กาแฟ และเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนเนื่องจากมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ จะยิ่งทำให้ร่างกายขาดน้ำยิ่งขึ้น

•    ผู้ที่เคยเป็นลมแดด (Heat stroke) ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ ผู้สูงวัย และสตรีตั้งครรภ์ เพื่อความปลอดภัยควรปรึกษาแพทย์ก่อนเข้ารับการฝึกโยคะร้อน
โยคะก็เหมือนการออกกำลังกายแบบอื่น ๆ การปฏิบัติอย่างถูกต้องตามหลักจะลดความเสี่ยงในการเกิดอันตรายต่อร่างกาย ที่สำคัญ ต้องมีวินัยและฝึกฝนเป็นประจำสม่ำเสมอจึงจะนำมาซึ่งประโยชน์อันสูงสุดคือได้ทั้งร่างกายที่แข็งแรง และสุขภาพจิตที่ดี

Create by smethailandclub.com
Select year  


Select year  

  • SME Thailand Radio

  • sme startup : review

    ธันว์ธรส เจริญชัยพฤกษา The Power of Social Media

    Issue 44, May 2017
    ธันว์ธรส เจริญชัยพฤกษา The Power of Social Media
    บทสัมภาษณ์ ธันว์ธรส เจริญชัยพฤกษา ที่เธออาจโชคดีที่มีคนติดตามเยอะ มีอิทธิพลในโซเชียลฯ จึงเป็นดั่งใบเบิกทางที่จะทำให้เธอเริ่มต้นธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว..