Member Login register here!| Forgot Password?
hp2

Lifestyle

Sort article by  

KNOWLEDGE HUB Life Style Health

เครียดในที่ทำงาน รับมืออย่างไร

 





เรื่อง : วิมาลี วิวัฒนกุลพาณิชย์


    ในชีวิตนี้มีใครไม่เคยเผชิญกับความเครียดบ้าง แน่นอนว่าคำตอบคือ ไม่มี ความเครียดที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะในที่ทำงานถือเป็นเรื่องปกติ หลายคนจึงมักมองข้าม เพราะผลข้างเคียงไม่ได้แสดงออกให้เห็นทันทีทันใด แต่ความจริงแล้ว การปล่อยให้ระดับความเครียดสะสมนานเกินไปจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพทั้งกายและจิตใจ ผลการศึกษาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดระบุปัญหาสุขภาพอันเกี่ยวเนื่องกับความเครียดจากงาน เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตในแต่ละปีมากกว่าสาเหตุจากอัลไซเมอร์ เบาหวาน หรือไข้หวัดใหญ่เสียอีก 


    ความเครียดสามารถก่อให้เกิดปัญหาทางกาย เช่น ปวดศีรษะ ปวดไมเกรน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ ปวดเกร็งกล้ามเนื้อ ปวดหลัง ปวดไหล่ ไปจนถึงอาการทางใจ เช่น ซึมเศร้า วิตกกังวล สมาธิสั้น อารมณ์แปรปรวน การรับมือกับความเครียดจากการทำงานมีความสำคัญในแง่มันสามารถส่งผลต่อความสำเร็จหรือความล้มเหลวในหน้าที่การงานกันเลยทีเดียว 


    บางคนอาจจะรู้ตัวว่ากำลังเครียด แต่จำนวนมากไม่ใส่ใจตัวเอง ดังนั้น จึงต้องหัดสังเกตอาการผิดปกติที่เกิดขึ้น เช่น เบื่อหน่าย หดหู่ เศร้าหมอง หม่นมัว ไม่อยากทำงาน นอนไม่หลับ อ่อนเพลีย เมื่อยล้า ขาดสมาธิ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยเนื้อตัว ปวดท้อง เบื่อสังคม หมดอารมณ์ทางเพศ และคิดแต่จะหันเข้าหาแอลกอฮอล์หรือสารเสพติด การละเลยสัญญาณเหล่านั้น อาจนำไปสู่ปัญหาที่ใหญ่กว่า สำหรับคนที่ไหวตัวทัน แต่ละคนก็มีวิธีรับมือกับความเครียดแตกต่างกันไป แต่การบรรเทาความเครียดจากการทำงาน โดยหลักๆ แล้วจะแบ่งเป็นวิธีการต่างๆ ดังนี้



• เราเท่านั้นที่ต้องดูแลตัวเอง 

    เมื่อความเครียดส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน สิ่งที่ต้องทำคือการ Take Action เริ่มจากการสังเกตสุขภาพกาย/ใจว่า ไม่ปกติตรงไหน แล้วลงมือดูแลตัวเอง การดูแลตัวเองในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการเปลี่ยนแปลงชีวิตที่เคยดำเนินทั้งหมด แต่อาจเลือกทำบางอย่างที่ทำให้รู้สึกมีพลังหรือเข้มแข็งขึ้น เช่น การออกกำลังกายที่แม้ว่าจะเป็นสิ่งสุดท้ายที่อยากทำ แต่ลองทำดูเถอะ มันจะส่งผลอย่างมากต่อความมั่นคงทางกายและจิตใจ

    การดูแลตัวเองอีกอย่างหนึ่งคือ การระบายความเครียดด้วยการเล่าให้เพื่อน คนในครอบครัว หรือคนที่ไว้ใจได้ฟัง แค่มีคนรับฟังก็ทำให้รู้สึกดีขึ้นได้ และกำลังใจจากคนใกล้ตัวจะช่วยทำให้ไม่รู้สึกโดดเดี่ยวจนเกินไป นอกจากนั้น ยังควรดูแลเรื่องอาหารการกิน เลือกสิ่งดี ๆ มีประโยชน์ให้ตัวเอง อย่ากินประชดชีวิตเพราะไม่ก่อให้เกิดผลดีอะไร สำคัญที่สุดคือนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ พยายามหลับให้สนิทจะได้มีแรงต่อสู้ในวันใหม่


• ลำดับความสำคัญและจัดระเบียบสิ่งต่างๆ 

    ลองสำรวจหน้าที่ความรับผิดชอบและภารกิจในแต่ละวัน จากนั้นก็จัดลำดับความสำคัญของงาน อย่าบีบบังคับตัวเองมากไป การทำงานแบบ One Man Show นั้น นอกจากเหนื่อยแล้ว ยังเครียดอีกด้วย แถมงานที่ออกมาอาจจะไม่ดีพอ ดังนั้น ต้องพิจารณาว่าอันไหนควรทำเอง อันไหนควรกระจายให้เพื่อนร่วมงานพยายามจัดตารางการทำงานให้สมดุล เพื่อให้ตัวเองได้มีเวลาเผื่อแผ่ถึงครอบครัว และเวลาส่วนตัวให้ตัวเองและเพื่อนฝูง



• Emotional Intelligence นั้นสำคัญ 

    เป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องฝึกเรื่องความฉลาดทางอารมณ์ เพื่อให้รู้เท่าทันและเข้าใจภาวะที่ตัวเองกำลังเผชิญอยู่ เมื่อตระหนักรู้ก็จะทำให้เราสามารถแปรอารมณ์นั้นให้เป็นไปในเชิงบวกและสร้างสรรค์ ความฉลาดทางอารมณ์ยังเกี่ยวเนื่องกับทักษะการสื่อสารกับผู้อื่นที่นำไปสู่การลดความขัดแย้ง ไม่ทำให้เกิดการเสียความรู้สึกระหว่างกัน และลดบรรยากาศความเครียดในที่ทำงาน



• ละเลิกพฤติกรรมหรือทัศนคติบางอย่าง

    การละเลิกพฤติกรรมหรือทัศนคติที่เป็นบ่อเกิดของความเครียด เช่น ลด Perfectionism หรือการเป็นคนเป๊ะๆ ลงเพราะโลกใบนี้ไม่มีอะไรที่สมบูรณ์แบบอยู่แล้ว หยุดมองโลกในแง่ร้าย คิดบวกและให้กำลังใจตัวเองอยู่เสมอแม้ในเรื่องเล็กน้อย ปล่อยวางเสียบ้าง อะไรที่นอกเหนือจากการควบคุม ก็ต้องทำใจ นอกจากแก้ที่ทัศนคติ พฤติกรรมที่ต้องปรับเปลี่ยนก็มี อย่างการมาสาย การผิดนัดเพราะมันทำให้ไม่ดูเป็นมืออาชีพ ถ้ามีนิสัยขี้หลงขี้ลืม ก็ต้องทำลิสต์กันลืม วางแผนในแต่ละวันว่าจะทำอะไร แล้วทำให้ครบตามนั้น


    การเปลี่ยนที่ตัวเอง ถ้ายังไม่พอ ลองมองไปรอบๆ ที่ทำงาน สภาพแวดล้อมอาจมีส่วนทำให้เครียดแบบไม่รู้ตัว เราสามารถบรรเทาได้ด้วยวิธีการหลากหลาย เช่น นำของใช้ส่วนตัวมาวางบนโต๊ะทำงาน เช่น ภาพถ่ายของบุคคลผู้เป็นที่รัก งานศิลป์ หนังสือโปรด แจกันสวยๆ หรือของตกแต่งที่ชอบ จะทำให้รู้สึกผ่อนคลายขึ้น หลายคนปล่อยให้โต๊ะทำงานรก วางข้าวของระเกะระกะ ฝุ่นจับเขลอะ การจัดโต๊ะให้เป็นระเบียบและสะอาด นอกจากสร้างความสบายตาแล้ว ยังอำนวยความสะดวกในการทำงานอีกด้วย


    หากจับพลัดจับผลูได้นั่งทำงานในสภาพแวดล้อมที่มีเสียงดังหรือรบกวนสมาธิ เช่น โต๊ะทำงานอาจจะอยู่ใกล้เครื่องถ่ายเอกสาร ใกล้ห้องน้ำที่มีคนเดินเข้า-ออกตลอดเวลา หรือมักมีเพื่อนร่วมงานแวะมาพูดคุย หากย้ายโต๊ะไม่ได้ สิ่งที่ต้องทำคือการฝึกสมาธิให้แน่วแน่กับงานตรงหน้า และฝึกจิตไม่ให้สนใจสิ่งรอบกาย แต่ถ้าความเครียดเกิดจากการเปลี่ยนแปลงในองค์กร เช่น การนำระบบใหม่ ๆ มาใช้ การได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ใหม่ที่ไม่คุ้นชิน ก็ถึงเวลาแล้วที่จะออกจาก Comfort Zone เรียนรู้ที่จะปรับตัวและรับกับการเปลี่ยนแปลงนั้น


    พูดถึงสภาพแวดล้อมที่โต๊ะทำงาน เขาบอกควรหากระถางต้นไม้มาวาง จะต้นใหญ่หรือเล็ก ใบเขียวๆ ของต้นไม้ช่วยสร้างบรรยากาศสวยงามและทำให้สบายตา นอกจากนั้น การจัดแสงหรือสีก็ส่งผลต่ออารมณ์ได้เช่นกัน เช่น โทนสีธรรมชาติทำให้รู้สึกสงบ สีเขียวหรือฟ้าทำให้ผ่อนคลาย สีเอิร์ธโทนสร้างความรู้สึกอบอุ่น สีเหลืองกระตุ้นสมอง เป็นต้น และอย่าลืมว่าระหว่างทำงานต้องหาจังหวะพักด้วยการเปลี่ยนอิริยาบถ ยืดเหยียดแขนขา ฟังเพลง (ใส่หูฟัง) เดินไปชงชากาแฟให้ตัวเอง หันไปคุยกับเพื่อนร่วมงานก็จะทำให้ลดความตึงเครียดลงได้


    ทั้งหมดทั้งปวงเป็นวิธีการรับมือกับความเครียดที่เกิดขึ้น หากจัดการไปแล้วยังไม่เกิดมรรคผลสักเท่าใด ที่พึ่งสุดท้ายคงต้องเป็นนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ เมื่อเกิดปัญหาทางใจ คนส่วนใหญ่มักไม่ค่อยยอมปรึกษาจิตแพทย์เพราะมองว่าทำให้ภาพลักษณ์เสื่อมเสีย คนอาจมองว่าบ้าได้ จึงยอมผ่านและปล่อยให้ปัญหาเรื้อรัง ความจริง การพบจิตแพทย์เป็นเรื่องธรรมดามากๆ เมื่อได้รับการบำบัด จะทำให้กลับมาใช้ชีวิตตามปกติและส่วนใหญ่มีความสุขขึ้นด้วยซ้ำ
    
www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี
Select year  


Select year  

  • SME Thailand Radio

    etda

  • sme startup : review

    ภาววิทย์ กลิ่นประทุม No failure, No success

    Issue 41, February 2017
    ภาววิทย์ กลิ่นประทุม No failure, No success
    ในแวดวงการลงทุนไม่มีใครไม่รู้จัก แพท-ภาววิทย์ กลิ่นประทุม นักลงทุนรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว แต่รู้หรือไม่ว่ากว่าเขาจะก้าวขึ้นมาเป็นนักล..