Member Login register here!| Forgot Password?
hp2

Lifestyle

Sort article by  

KNOWLEDGE HUB Life Style Health

รากฐานของสุขภาพดี อยู่ที่ภูมิต้านทาน

 





เรื่อง : วิมาลี วิวัฒนกุลพาณิชย์



    ร่างกายของคนแต่ละคนถูกออกแบบมาไม่เหมือนกัน บางคนก็แข็งแรง ถึก อึด แทบไม่เคยป่วยไข้และพบหมอหรือใช้บริการโรงพยาบาลน้อยมาก ขณะที่หลายคนแค่อากาศเปลี่ยน ฝนตก แดดจัดหน่อยก็ไม่สบายแล้ว ความอดทนต่อโรคของแต่ละคนต่างกัน และไม่ได้ขึ้นอยู่กับบุญเก่า หากอยู่ที่ระดับ “ภูมิต้านทาน” หรือ Immunity ว่าแข็งแรงแค่ไหน ลองตอบคำถามดังต่อไปนี้เพื่อทดสอบดูว่าคุณเป็นในสิ่งต่อไปนี้หรือไม่ 

1) เป็นหวัดง่ายมาก และเป็นหวัดมากกว่า 2 ครั้งต่อปี 

2) เป็นเริมบ่อยไม่ว่าจะเริมที่ปากหรือที่อวัยวะเพศ 

3) ติดเชื้อเรื้อรังจนน่ารำคาญ 

4) ต่อมน้ำเหลืองบวมโตเป็นบางครั้ง 

5) กำลังเป็นมะเร็งหรือเคยป่วยด้วยโรคมะเร็งมาก่อน 

    หากคำตอบคือ “ใช่” ในข้อใดข้อหนึ่ง นั่นเป็นสัญญาณว่าภูมิคุ้มกันร่างกายกำลังอ่อนแอ 

    หลายวันก่อน คนแก่วัย 70 กว่าที่บ้านตัวเองทุกข์ทรมานจากการเป็นเริมที่ปาก เมื่อวิเคราะห์ดูแล้วก็ไม่แปลกใจเพราะก่อนหน้านั้นหญิงสูงวัยเพิ่งแอดมิดเข้าโรงพยาบาลเพื่อรักษาอาการลำไส้อักเสบ เธอออกจากโรงพยาบาลมาพร้อมยาถุงใหญ่ ในจำนวนนั้นมียาปฏิชีวนะรวมอยู่ด้วย อันยาปฏิชีวนะนั้นประโยชน์ของมันคือทำลายเชื้อโรคที่โจมตีเราอยู่ในขณะนั้น แต่ในเวลาเดียวกัน มันก็ฆ่าจุลินทรีย์ดีในร่างกายที่ทำหน้าที่ป้องกันเชื้อโรคต่างๆ ด้วย เมื่อจุลินทรีย์ประจำถิ่นที่ดูแลร่างกายเราลดน้อยลง ภูมิต้านทานจึงลดลงไปด้วย จึงเป็นที่มาของคำตอบว่าทำไมตุ่มเริมปะทุขึ้นในช่วงเวลาที่มีการรับประทานยาปฏิชีวนะ แต่ยาปฏิชีวนะไม่ใช่สาเหตุเดียวที่ทำให้ภูมิคุ้มกันร่างกายลดลง หากยังมีปัจจัยอื่นด้วย เช่น



    • ความเครียด อันนี้เป็นสาเหตุใหญ่เลยที่ส่งผลกระทบ ทุกครั้งที่ความเครียดบังเกิดไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ร่างกายจะหลั่งคอร์ติซอล ฮอร์โมนแห่งความเครียดออกมา และลดการผลิตสารโพรสตาแกลนดิน ซึ่งเป็นสารที่ช่วยในการทำงานของภูมิคุ้มกัน ต้านการอักเสบอีกด้วย คนที่มีความเครียดรุมเร้ามีแนวโน้มจะเป็นหวัดและไม่สบายได้ง่าย


    • อาหาร หลายๆ อย่างมีผลทำให้ภูมิต้านทานเพิ่มหรือลดลงได้ อย่างน้ำตาลทราย อาหารแปรรูป อาหารปนเปื้อนยาฆ่าแมลงและสารเคมี อาหารที่แต่งกลิ่นสีรสด้วยสารสังเคราะห์ สารกันบูด สีผสมอาหาร เป็นต้น ผลการศึกษาหนึ่งระบุการรับประทานน้ำตาล 100 กรัม (เทียบเท่าน้ำอัดลม 3 กระป๋อง) จะทำให้การทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาวในการต่อสู้กับเชื้อโรคชะงักงันนานสุด 5 ชั่วโมงเลยทีเดียว


    • แอลกอฮอล์และบุหรี่ แอลกอฮอล์ก็เหมือนน้ำตาล เป็นตัวยับยั้งการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาว ขณะที่บุหรี่มีสารเคมีที่เป็นพิษกว่า 4,000 ชนิด ยิ่งสูบมากเท่าไร ร่างกายก็ยิ่งรับพิษมากขึ้น ทำให้ภูมิต้านทานลดลงไม่ใช่เฉพาะคนสูบ คนที่ไม่สูบบุหรี่แต่ถ้าสูดควันจากคนอื่นก็รับความเสี่ยงด้วยเช่นกัน ทั้งยังกระตุ้นให้เกิดอาการหอบหืดหรือภูมิแพ้อีกด้วยในรายที่แพ้บุหรี่


    • การออกกำลังกาย เป็นกิจกรรมที่ทำให้เลือดไหลเวียนดีพร้อมกับนำพาเซลล์เม็ดเลือดขาวไปทั่วร่างกาย ออกซิเจนก็หล่อเลี้ยงได้ทุกส่วนโดยเฉพาะสมอง การออกกำลังกายทำให้ได้เหงื่อ ช่วยลดการสะสมพิษในร่างกาย มีข้อแนะนำให้ออกกำลังกายแค่วันละ 20 นาที 5 วันต่อสัปดาห์ ก็ทำให้แข็งแรงได้ คนที่ออกกำลังกายเมื่อเจ็บป่วย จะฟื้นตัวเร็วกว่าเมื่อเทียบกับคนที่ไม่ออกกำลังกาย



    • นอนหลับพักผ่อน ช่วงที่หลับตาเอนกายในยามค่ำคืน ร่างกายเราไม่ได้หยุดพักไปด้วยเพราะต้องซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของอวัยวะและระบบต่างๆ รวมถึงระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย การอดหลับอดนอน นอนน้อย หรือนอนหลับแต่ไม่สนิทจะทำให้จำนวนเซลล์ซึ่งเป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวที่ต่อสู้กับเชื้อโรคลดลง หากทำได้ พยายามนอนหลับให้ได้สัก 7 ชั่วโมงต่อคืนเป็นอย่างน้อย 



   • ยารักษาโรค นอกจากยาปฏิชีวนะที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว ยาแก้หวัด ยาลดไข้ และยาอื่นๆ หาใช้พร่ำเพรื่อ รับประทานมากเกินไป ส่งผลต่อการทำงานของตับและไต นำไปสู่ความเสื่อมก่อนเวลา ยาบางชนิดทำให้เกิดอาการดื้อยา ขณะที่ยาในกลุ่มสเตียรอยด์ แม้จะรักษาอาการได้ชะงักงัน แต่มีข้อเสียคือทำให้ภูมิต้านทานถูกกด ถ้าเลี่ยงได้ควรเลี่ยงจะดีกว่า


    เมื่อทราบสาเหตุและหลีกเลี่ยงได้ที่จะไม่ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันเสียหาย สิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไปคือการเพิ่มความแข็งแรงของภูมิต้านทานร่างกาย โดยการส่งเสริมสุขภาพที่ดี บริหารความเครียดให้เป็น ออกกำลังกาย ใช้ยารักษาโรคให้ถูกต้อง และดูแลเรื่องอาหารการกิน ซึ่งอาหารนี่ถือเป็นเรื่องใหญ่ หลักๆ ทั่วไปก็หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง ลดการบริโภคน้ำตาล เลือกรับประทานโปรตีนดีจากเนื้อปลา ดื่มน้ำให้พอเพียง รับประทานผักผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง 


    มีอาหารบางชนิดที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นอาหารที่ช่วยเพิ่มภูมิต้านทานได้ดี เช่น ชา โดยเฉพาะชาขาว ชาเขียว และชาดำ มีผลวิจัยออกมาว่าการดื่มชาดำวันละ 5 ถ้วยนาน 2 สัปดาห์ทำให้ปริมาณอินเตอร์เฟอรอน (โปรตีนที่ร่างกายสร้างขึ้นเพื่อกำจัดเชื้อโชค) เพิ่มขึ้นถึง 10 เท่า ผู้เขียนเป็นคนชอบดื่มชาอยู่แล้ว และทุกครั้งที่ชงชาจะไม่ใส่น้ำตาล นอกจากชาทั้ง 3 ชนิดที่กล่าวมา ขอแนะนำชาผงกุหลาบ หรือ Rosehip Tea ที่มีวิตามินสูงถึง 70 เปอร์เซ็นต์ รสชาติเหมือนน้ำกระเจี๊ยบเวลาเป็นหวัด ถ้าได้จิบชานี้จะช่วยบรรเทาได้


    โยเกิร์ตก็เป็นอีกสิ่งที่ควรมีติดตู้เย็น ใช้เป็นอาหารว่างเวลาหิวได้ในโยเกิร์ตมีจุลินทรีย์ดีที่ช่วยลดเชื้อโรคในลำไส้ ปกติเคยได้ยินแต่จุลินทรีย์แลคโตบาซิลลัส ถ้าพบยี่ห้อไหนมี Bifidobacterium Lactics ให้ซื้อมาลองเพราะมันเป็นแบคทีเรียที่ทำให้ลำไส้แข็งแรง รับประทานวันละ1 กล่องเล็กเป็นประจำจะดีมาก เพื่อประโยชน์สูงสุดควรเลือกรสธรรมชาติ ยิ่งปลอดน้ำตาลได้ยิ่งดี แต่เราสามารถเพิ่มรสชาติได้โดยการเติมกล้วยหอม ผลไม้สด ผลไม้แห้ง ธัญพืชและถั่วต่างๆ ลงไปก็จะเพิ่มพูนคุณค่าทางโภชนาการยิ่งขึ้น


    หากไม่พูดถึงเห็ด ก็ดูเหมือนจะขาดสาระสำคัญไปเห็ดถือเป็นซูเปอร์ฟูด เป็นอาหารที่กระตุ้นให้ร่างกายผลิตเซลล์เม็ดเลือดขาวเพิ่มมากขึ้น เห็ดเกือบทุกชนิดมีคุณสมบัตินี้ แต่ที่ลือเลื่องสุดต้องยกให้เห็ดหอม หากรับประทานควบคู่กับกระเทียม จะดีเลิศยิ่ง ในกระเทียมมีสารอัลลิซินที่ต่อสู้กับแบคทีเรียร้ายและป้องกันการอักเสบ รายงานระบุการรับประทานกระเทียมสด (โดยการเคี้ยวให้ละเอียด) แค่วันละ 2 กลีบ ทำให้ลดความเสี่ยงต่อมะเร็งลำไส้ใหญ่ลง 30 เปอร์เซ็นต์ และมะเร็งกระเพาะอาหาร 50 เปอร์เซ็นต์


    อาหารทะเล หากเสาะหามารับประทานสักสัปดาห์ละ 2 ครั้งจะทำให้ได้รับสารอาหารที่ช่วยในเรื่องภูมิคุ้มกันได้มาก ในสัตว์ที่มีเปลือกแข็ง อย่างหอยทุกชนิด กุ้ง กั้ง ปูเมื่อรับประทานแล้ว เซลล์เม็ดเลือดขาวในร่างกายจะสร้างไคโตคินมากขึ้น ไคโตคินเป็นโปรตีนที่ช่วยกำจัดไวรัสไข้หวัดใหญ่ ส่วนอาหารประเภทปลาทะเลก็อุดมด้วยกรดไขมันโอเมก้า-3 ที่มีสรรพคุณลดการอักเสบในร่างกาย 


    ร่างกายของเราเปรียบเหมือนบ้านหลังหนึ่ง ส่วนภูมิคุ้มกันก็คือรากฐานของตัวบ้าน หากรากฐานไม่แข็งแรง ย่อมส่งต่อความมั่นคงของตัวบ้าน ถึงเวลาแล้วที่จะดูแลระบบภูมิต้านทาน ร่างกายจะได้อยู่รับใช้เราไปนานๆ


www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี
Select year  


Select year  

  • SME Thailand Radio

    etda

  • sme startup : review

    ภาววิทย์ กลิ่นประทุม No failure, No success

    Issue 41, February 2017
    ภาววิทย์ กลิ่นประทุม No failure, No success
    ในแวดวงการลงทุนไม่มีใครไม่รู้จัก แพท-ภาววิทย์ กลิ่นประทุม นักลงทุนรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว แต่รู้หรือไม่ว่ากว่าเขาจะก้าวขึ้นมาเป็นนักล..