Member Login register here!| Forgot Password?
hp2

Sort article by  

Knowledge Hub aec ec

SME ไทยและอาเซียนกับปัญหาไร้แหล่งเงินทุน

 

 
 


    รายงานในระดับภูมิภาคอาเซียนเผย SME ต้องเผชิญอุปสรรคอันหลากหลายที่ประกอบด้วย ข้อบังคับที่เคร่งครัด โครงสร้างทางการเงินไม่มีความพอเพียง ช่องทางการแบ่งสรรปันส่วนที่มีความบกพร่อง และข้อกำหนดเรื่องความเสี่ยงด้านเครดิตของผู้กู้ยืมที่มีความเข้มงวด
 
    วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือธุรกิจเอสเอ็มอี (SME) ส่วนมากในประเทศไทยและหลายประเทศในอาเซียน ยังประสบปัญหาในเรื่องการเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากทางสถาบันการเงิน ถึงแม้ว่า ธุรกิจเอสเอ็มอีจะเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญ ทั้งในด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ และด้านการว่าจ้างงานของคนในประเทศก็ตาม

     ซึ่งปัญหานี้ถูกกล่าวถึงในรายงานที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างดีลอยท์และวีซ่า ในหัวข้อเกี่ยวกับ ดิจิตอล แบงกิ้งสำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม : การพัฒนาเพื่อให้ความช่วยเหลือด้านการเงินสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอี
 
    จากรายงานดังกล่าว พบว่า มีธุรกิจเอสเอ็มอีจำนวนมากในประเทศไทยที่ต้องการเงินทุน แต่ยังคงขาดการเข้าถึงและความช่วยเหลือทางด้านการเงินจากสถาบันทางการเงิน ซึ่งในการลงทุนทำธุรกิจนั้น พบว่า ผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอีมากถึง 90% ลงทุนโดยใช้เงินเก็บของตนเอง และ 62% หยิบยืมมาจากคนในครอบครัวหรือเพื่อน เนื่องจากธุรกิจเอสเอ็มอีกกว่า 58% ขาดคุณสมบัติในการกู้ยืมเงินจากสถาบันทางการเงิน และผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอีถึง 17%         มองว่าการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของสถาบันการเงินนั้นเป็นเรื่องยาก
 
    มร. โมฮิท เมโรทรา ผู้อำนวยการบริหาร บริษัท ดีลอยท์ คอนซัลติ้ง จำกัด กล่าวว่า ธุรกิจเอสเอ็มอีถือเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญต่อระบบเศรษฐกิจในแต่ละประเทศ ดังนั้นธุรกิจเอสเอ็มอีจึงควรเป็นกลุ่มที่ได้รับการดูแลเป็นอันดับต้นๆจากหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างหน่วยงานรัฐบาล ผู้มีอำนาจควบคุม ธนาคาร และสถาบันทางการเงินต่างๆ ควรให้ความสำคัญ เพราะปัญหาความยุ่งยากในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนหรือตลาดการส่งออก ถือเป็นตัวแปรที่กีดขวางการพัฒนาของธุรกิจเอสเอ็มอีในระดับภูมิภาค
 
    “ธุรกิจเอสเอ็มอีต้องการแหล่งเงินทุนที่มีการหมุนเวียนที่เหมาะสมทั้งต่อการลงทุนและการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การปฏิบัติงานและความสามารถในการผลิตเกิดประสิทธิภาพมากที่สุด หากไม่มีเงินทุนที่เหมาะสม ธุรกิจเอสเอ็มอีจะไม่สามารถเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ยืดหยุ่น พัฒนาหรือมีความยั่งยืน ในสภาวะที่มีการแข่งขันทางธุรกินอย่างดุเดือดในปัจจุบันได้” มร.เมโรทรา กล่าวเสริม

 



 
    มร. ประจันท์  อักการ์วอล หัวหน้าฝ่ายผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัทวีซ่ากล่าวว่า ในปัจจุบันมีนวัตกรรมที่จะมาเปลี่ยนโฉม (disruption) ตลาดการเงิน SME  ยกตัวอย่างการให้กู้ยืมเงินระหว่างบุคคลโดยตรง (peer-to-peer lending) การใช้ข้อมูลการทำธุรกรรมจากบัตรเครดิตในการค้ำประกันเงินกู้ และการใช้เทคโนโลยีเพื่อปรับปรุงการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในโซ่อุปทาน เทรนเหล่านี้เป็นโอกาสสำหรับธนาคารที่จะร่วมมือกับภาครัฐ หน่วยงานกำกับดูแลและผู้กำหนดนโยบาย ในการเข้ามาแก้ไขและปรับปรุงตลาดธุรกิจเอสเอ็มอีให้ดียิ่งขึ้น”
 
    ธุรกิจเอสเอ็มอี เป็นธุรกิจที่มีบทบาทสำคัญในระบบเศรษฐกิจของประชาคมอาเซียน ซึ่งรัฐบาลในกลุ่มประเทศสมาชิกของประชาคมอาเซียนมีความพยายามที่จะผลักดันให้เกิดการพัฒนาธุรกิจเอสเอ็มอีมากขึ้นผ่านหลากหลายโครงการ แบบร่าง และนโยบายตามอำนาจของรัฐบาลแต่ละประเทศ อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ทางการเงินในปัจจุบันของธุรกิจเอสเอ็มในประเทศสมาชิกอาเซียน ยังคงต้องการการสนับสนุนและโอกาสทางธุรกิจจากทางธนาคารและสถาบันทางการเงินด้วยเช่นเดียวกัน

    รายงานดังกล่าวได้ทำการสำรวจไปยังห้าประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในอาเซียน อย่าง อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และประเทศไทย โดยธุรกิจเอสเอ็มอีในห้าประเทศนั้น คิดเป็นสัดส่วนจีดีพีประเทศระหว่าง 30% ถึง 60% และมีอัตราการว่าจ้างงานระหว่าง 60% ถึง 90%  ของตลาดแรงงาน แต่อย่างไรก็ตาม มีผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอีจากห้าประเทศหลักเพียง 60% เท่านั้นที่สามารถกู้ยืมเงินจากสถาบันทางการเงินได้ โดยแหล่งเงินทุนหลักของผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอียังคงมาจากเงินทุนสำรองส่วนตัว
 
    จากผลสำรวจในห้าประเทศระบุว่า กว่าครึ่งของธุรกิจเอสเอ็มอียังไม่ได้รับความช่วยเหลือเท่าที่ควร แสดงให้เห็นว่า ข้อเสนอที่ธนาคารและสถาบันทางการเงินในแต่ละประเทศมอบให้นั้นไม่ตรงตามความต้องการของธุรกิจเอสเอ็มอีเท่าที่ควร ซึ่งสามารถสรุปได้ว่า เงินกู้ยืมที่ให้แก่ธุรกิจเอสเอ็มอีนั้นมีจำนวนน้อยกว่า 60%เมื่อเทียบกับการที่ธุรกิจเอสเอ็มอีมีส่วนช่วยในจีดีพี และมีขนาดน้อยกว่า 20% ของจำนวนเงินกู้ทั้งหมดที่สถาบันการเงินเป็นผู้ออก

 


 
อุปสรรคสำคัญของการกู้ยืมเงินของธุรกิจเอสเอ็มอี และส่งผลกระทบเชิงลบต่อภาพรวมทางการเงินของธุรกิจเอสเอ็มอีในห้าประเทศประกอบด้วย
 
-       ข้อบังคับการกู้ยืมที่มีความเข้มงวด ยกตัวอย่างเช่น หลักเกณฑ์บาเซิล 3 (Basel III) ที่กำหนดให้การกู้ยืมเงินของธุรกิจเอสเอ็มอีมีความเสี่ยงสูงมากขึ้น ทำให้ดอกเบี้ยการกู้สูงขึ้นตามไปด้วย

-       โครงสร้างทางการเงินที่ไม่เหมาะสม เช่น แหล่งเงินทุนของรัฐบาลที่มีน้อย และการรับรองสถานะทางการเงินมีความบกพร่อง ทำให้ธุรกิจเอสเอ็มอีไม่สามารถเข้าถึงเงินทุนและไม่เป็นไปตามแบบแผนที่กำหนด

-      โครงสร้างการแบ่งสรรปันส่วนที่ไม่มีคุณภาพ เช่น การที่ธุรกิจเอสเอ็มอีในชนบทถูกตัดขาดความช่วยเหลือ และไม่มีสาขาของธนาคารหรือสถาบันทางการเงินที่เพียงพอ ทำให้ธุรกิจเอสเอ็มอีเหล่านี้ต้องมองหาทางเลือกทางการเงินจากที่อื่น

-      โมเดลความเสี่ยงด้านเครดิตของผู้กู้ยืมที่วัดจากหลักค้ำประกัน เช่น การที่ความเสี่ยงด้านเครดิตถูกประเมินด้วยข้อกำหนดมากมายที่มีความเข้มงวด ทำให้ธุรกิจเอสเอ็มอีไม่ได้รับเงินกู้ในจำนวนที่เพียงพอจากสถาบันทางการเงิน


Create by smethailandclub.com : แหล่งรวมข้อมูล เพื่อผู้ประกอบการ SME
Select year  


Select year  

  • SME Thailand Radio

  • sme startup : review

    พงศธร ธรรมวัฒนะ Love it. Think it. Do it.

    ​Issue 43, April 2017
    พงศธร ธรรมวัฒนะ Love it. Think it. Do it.
    ใครจะคิดว่าของเล่นที่นำไปสู่การสะสม จะไปไกลกว่าเรื่องเล่นๆ ด้วยเพราะมองการณ์ไกลจึงทำเรื่องเล่นๆ ในวันนั้น ให้กลายเป็นธุรกิจเล็กๆ และขยายเป็นอาณาจักร..