Member Login register here!| Forgot Password?
hp2

Sort article by  

Knowledge Hub aec malaysia

​ถอดรหัส DNA สิงคโปร์...โรงเรียนนักคิด ประเทศแห่งการเรียนรู้

 



 



เรื่อง ดร. วราธัช ตันติวรวงศ์ ภ.บ.

    สิงคโปร์ เกาะเล็กๆ ที่อยู่ตอนใต้สุดของคาบสมุทรมลายู ประเทศที่มีพื้นที่ใหญ่กว่าจังหวัดสมุทรสาครของไทย ด้วยจำนวนประชากรเพียง 5 ล้านคน แต่เราก็ทราบดีว่าสิงคโปร์เป็นผู้นำของภูมิภาคอาเซียน มีรายได้ต่อหัวหรือจีดีพี (GDP : Gross Domestic Product) ที่ 60,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 1,800,000 บาทต่อคนต่อปี ซึ่งเป็นอันดับหนึ่งของภูมิภาคที่ทัดเทียมกับประเทศที่พัฒนาแล้วในทวีปยุโรปและอเมริกา และมากกว่าจีดีพีของประเทศไทยถึง 10 เท่า แต่ด้วยวิสัยทัศน์ในการสร้างประเทศ สิงคโปร์ได้ให้ความสำคัญกับพัฒนาคุณภาพคน ซึ่งถือเป็นทรัพยากรที่ทรงพลังที่สุดในการขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจให้กับประเทศจนเฟื่องฟูโอ่อ่าที่สุดในภูมิภาคอาเซียน 

    ดีเอ็นเอ (DNA) ของประชากรสิงคโปร์ในการเป็นคนช่างคิด ช่างถาม เห็นได้จากประสบการณ์ที่ผมได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียนในสหรัฐอเมริกากับเพื่อนสิงคโปร์ จะเห็นว่าคนสิงคโปร์เป็นคนที่ฉลาด มีความกล้าที่จะถามหรือกล้าที่จะตอบคำถามของอาจารย์โดยไม่มีการลังเล  แตกต่างจากนักศึกษาไทยที่จะไม่ค่อยกล้าพูดกล้าถาม ซึ่งกระบวนการกล้าคิดกล้าถาม “What” นี่แหละที่จะช่วยยกระดับกระบวนการคิดของคนให้พัฒนาขึ้นไปในระดับที่สูงขึ้น ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายและคงทนถาวร กระตุ้นให้คนเกิดความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ตลอดชีวิต ซึ่งดีเอ็นเอของคนสิงคโปร์ในการเป็นคนช่างคิด ช่างถามไม่ได้เป็นเรื่องของความบังเอิญ แต่เป็นการวางกรอบวิสัยทัศน์ด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศผ่านการศึกษาเพื่อเตรียมประเทศเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 โดยเน้น “สอนให้น้อยลง เรียนรู้ให้มากขึ้น” (Teach Less, Learn More) 

    วิสัยทัศน์ดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงการสร้างภาพให้ดูดีสวยงาม แต่เป็นการสร้างกรอบวิสัยทัศน์ที่สัมพันธ์กับกรอบความคิดในระดับมหภาคที่ใหญ่กว่าเพื่อให้แน่ใจว่ากรอบวิสัยทัศน์ดังกล่าวจะถูกผลักดันทั้งองคาพยพจากหน่วยงานทั้งของภาครัฐและภาคเอกชนในการช่วยกันผลักดันให้ดีเอ็นเอดังกล่าวถูกฝังอยู่ในตัวตนของคนสิงคโปร์ ตามวิสัยทัศน์ของชาติที่ว่า “โรงเรียนนักคิด ประเทศแห่งการเรียนรู้” ซึ่งถูกฝังลึกอยู่ในปรัชญาการศึกษาของโรงเรียนทุกแห่งในสิงคโปร์ เพื่อให้ทรัพยากรมนุษย์ในประเทศใช้ชีวิตผ่านการคิด การสร้างสรรค์ และรู้จักแก้ปัญหา รวมทั้งมีเจตคติที่ดีในการทำงานร่วมกันผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์ และมีนิสัยที่อดทน มีความเพียรพยายามและสนใจใฝ่รู้ และนี่แหละวิสัยทัศน์ที่เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างคนที่มีคุณภาพที่สุดในอาเซียน

 



    วิสัยทัศน์เพื่อชาติข้างต้นมีการเชื่อมโยงกับวิสัยทัศน์เพื่อการศึกษาคือ “สอนให้น้อยลง เรียนรู้ให้มากขึ้น” เพื่อให้เด็กสิงคโปร์เรียนรู้จากแหล่งการเรียนรู้ได้ด้วยตนเองอย่างมีประสิทธิภาพ เห็นได้จากพิพิธภัณฑ์จำนวนมากมายที่อยู่สิงคโปร์ที่มีความหลากหลายและความน่าสนใจ โดยเฉพาะวิธีการนำเสนอเรื่องราวที่มีความร่วมสมัย ซึ่งไม่เพียงแต่นำเสนอเรื่องราวที่เกี่ยวข้อง แต่ยังใช้วิธีการเชื่อมโยงสิ่งที่เกี่ยวข้องผ่านการตั้งคำถาม เพื่อให้คนดูเกิดความสนใจ เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเองมากขึ้น ตัวอย่างเช่น South-East Asia Aquarium (S.E.A.) หรือ พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ S.E.A. ที่ไม่เพียงแค่แสดงสัตว์ทะเลจากทั่วทุกมุมโลก แต่ใช้ Theme ในการนำเสนอผ่านการเดินเรือของเจ้งเหอ หรือ ที่คนไทยรู้จักกันในนามของซัมปอกง เสนาบดีขององค์จักรพรรดิหย่งเล่อแห่งราชวงศ์หมิงที่เดินเรือสมุทรจากประเทศจีนไปไกลถึงแอฟริกา ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการค้าระหว่างประเทศ เป็นที่มาของคำถามที่ว่า “ทำไมเครื่องสังคโลกของจีนถึงไปขายอยู่ที่มะละกา” หรือ “ทำไมสมุนไพรของอินเดียกลายมาเป็นส่วนผสมของอาหารจีน”ส่งผลให้สิงคโปร์มีพิพิธภัณฑ์ที่มีคุณภาพทัดเทียมพิพิธภัณฑ์ในระดับสากล เช่น สมิธโซเนียนที่วอชิงตัน ดี.ซี.  

    วิสัยทัศน์เพื่อการศึกษาที่ว่า “สอนให้น้อยลง เรียนรู้ให้มากขึ้น” ไม่ได้หมายความว่า ครูบาอาจารย์หรือผู้สอนจะหายไปจากวงจรการศึกษา แต่ผู้สอนต้องเปลี่ยนบทบาทจากผู้ถ่ายทอด (Teacher) มาเป็นผู้อำนวยความสะดวก (Facilitator) ในการคอยช่วยกระตุ้นให้ผู้เรียนหรือนิสิตนักศึกษาต้องคิดอย่างต่อเนื่อง คล้ายคลึงกับระบบการเรียนการสอนในต่างประเทศที่ผู้สอนจะตั้งคำถามหนึ่งหรือสองคำถาม และกระตุ้นให้ผู้เรียนคอยคิดคอยตอบ ส่งผลให้เกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการเรียนรู้จากการแก้ปัญหา (Problem-Based Learning) หรือการเรียนรู้จากการวิจัย (Research-Based Learning) ล้วนแต่เป็นวิธีการจัดการเรียนรู้ที่ทำให้ผู้เรียนต้องขวนขวายหาคำตอบจากคำถามมากมายที่เกิดขึ้นผ่านการเรียนรู้ในชีวิตจริง นี่แหละครับ วิธีการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศสิงคโปร์ที่บูรณาการประสบการณ์จริงกับการเรียนรู้ในห้องเรียนเข้าด้วยกันเพื่อให้ประชากรในประเทศมีทักษะที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตจริงได้

    สิงคโปร์อาจจะเป็นประเทศเดียวในอาเซียนที่ไม่ได้ตื่นเต้นกับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปลายปี พ.ศ.2558 นี้เพราะประชากรในประเทศไม่ได้มองในระดับภูมิภาค (Regional) แต่ศักยภาพของประเทศที่อยู่ในระดับโลก (Global) สะท้อนได้จากสถิติที่ว่าสิงคโปร์เป็นประเทศที่น่าลงทุนที่สุดในโลก ซึ่งเป็นการสำรวจภาพรวมจาก 189 ประเทศทั่วโลกของ “อีโคโนมิสต์ อินเทลลิเจนซ์ ยูนิต” โดยครองแชมป์อันดับที่หนึ่งติดต่อกันเป็นปีที่ 7 ซึ่งพิจารณาจากความน่าดึงดูดของบรรยากาศแวดล้อมในการทำธุรกิจในประเทศต่างๆ โดยมีเกณฑ์พิจารณาจากสภาพบรรยากาศทางการเมือง การเปิดเผยตรงไปตรงมากับการลงทุนจากต่างประเทศ ไม่มีการคอร์รัปชั่น นอกจากนี้ ยังรวมถึงมาตรการด้านภาษี และ ระบบโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อประโยชน์ต่อนักลงทุนต่างชาติเป็นอย่างมาก

    นอกจากนี้ ทุกครั้งที่ผมได้มีโอกาสไปดูงานหรือทำธุรกิจที่สิงคโปร์จะเห็นการพัฒนาของประเทศที่ไม่เคยหยุดนิ่ง โดยเฉพาะการพัฒนาความเจริญของประเทศที่สมดุลไปกับความสีเขียวของธรรมชาติ พื้นที่ไหนก็ตามที่มีการสร้างตึกสูง พื้นที่นั้นก็จะมีสีเขียวของต้นไม้สอดแทรกอยู่เสมอ เรียกว่าเป็นการเติบโตอย่างสมดุล ล่าสุด Garden by the Bay  ก็เป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมในการสร้างสถานที่ที่จำลองพันธุ์ไม้หลากหลายสีจากทุกมุมโลกมาจำลองไว้ในเรือนกระจกที่ดูโอ่อ่า ซึ่งเป็นเอ็ดดูเทนเมนต์ (Edutainment) ที่ผสมผสานอย่างลงตัวระหว่างการให้ความรู้ของพันธุ์ไม้ที่หลากหลายไปพร้อมกับความบันเทิงผ่านความสวยงามหลากสีสัน กลายเป็นสวนพฤกษศาสตร์ที่หรูหราสง่างามและคนเยอะที่สุดเท่าที่ผมเคยไปสัมผัสมา และสิ่งที่ผมประทับใจที่สุดคือ การขมวดปมตอนจบของสวนพฤกษศาสตร์ที่มีการจำลองสถานการณ์ +5 Degree ซึ่งหมายถึงจะเกิดอะไรขึ้นถ้าโลกของเราร้อนขึ้นอีก 5 องศาในอนาคต โดยนำเสนอสภาพความเป็นจริงของโลกที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิที่ร้อนขึ้นจากปัจจุบันที่เพิ่มขึ้น 0.5 องศา เป็น 5 องศาในอนาคต ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงกับสภาพความเป็นอยู่ของเราทุกคน ที่ว่า น้ำท่วมหนักขึ้นทุกปี พายุฝนมีบ่อยมากขึ้น ซึ่งสามารถช่วยรณรงค์ให้คนโดยเฉพาะเด็กๆ ตื่นตัวในเรื่องดังกล่าวได้เป็นอย่างดี เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งของสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับแนวคิดที่ว่า สอนให้น้อยลง เรียนรู้ให้มากขึ้น

    นี่แหละครับ ต้นแบบของประเทศเล็กๆ ที่เริ่มสร้างประเทศเพียงสี่สิบกว่าปี ประเทศที่ไม่มีเศรษฐีเก่าที่มีมรดกตกทอดจากรุ่นสู่รุ่น ประเทศที่ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติให้ถลุง มีเพียงคนที่เป็นทรัพยากรที่มีคุณภาพที่สุดในการสร้างชาติ ประชากรที่มีวินัยในการใช้ชีวิต อดทน รู้จักอดออม  และที่สำคัญที่สุดคือ การเป็นผู้ใฝ่รู้ตลอดชีวิต รังสรรค์ให้เกิดความคิดและนวัตกรรมใหม่ๆ ในการที่จะพัฒนาตนเองและประเทศชาติ  สมกับเป็นประชากรคุณภาพของประเทศแห่งการเรียนรู้

ที่มา วารสาร K SME Inspired เล่ม 33 มกราคม-มีนาคม 2558
Select year  
1


Select year  
1

  • SME Thailand Radio

    etda

  • sme startup : review

    ภาววิทย์ กลิ่นประทุม No failure, No success

    Issue 41, February 2017
    ภาววิทย์ กลิ่นประทุม No failure, No success
    ในแวดวงการลงทุนไม่มีใครไม่รู้จัก แพท-ภาววิทย์ กลิ่นประทุม นักลงทุนรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว แต่รู้หรือไม่ว่ากว่าเขาจะก้าวขึ้นมาเป็นนักล..