Member Login register here!| Forgot Password?
hp2

Sort article by  

Knowledge Hub aec malaysia

เจาะ 'มาเลเซียแบรนด์'บทเรียนที่ไทยต้องศึกษา

 


 


ปี 2558 ประเทศในกลุ่มอาเซียนจะรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (Asean Economic Community) อย่างเป็นทางการ

       “มาเลเซีย” ประเทศที่สูญเสียตำแหน่งผู้นำด้านการส่งออกในภูมิภาคช่วงยี่สิบปีย้อนหลังกำลังซุ่มแผนพัฒนาเอสเอ็มอีในประเทศ หวังกลับมาเป็นผู้นำในภูมิภาคด้วยการสร้างแบรนด์และขยายการลงทุนไปยังภูมิภาค ภายใต้การสนับสนุนอย่างเต็มที่โดยรัฐบาลรวมถึงภาคเอกชน 

กล่าวได้ว่ามาเลเซียเป็นประเทศที่มีแผนพัฒนาเอสเอ็มอีเพื่อรับเออีซีที่ชัดเจนและจริงจังที่สุดใน10ประเทศอาเซียน!

เห็นได้จากผลิตภัณฑ์จากมาเลเซียที่เริ่มเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง เช่น Papa Roti ที่เคยสร้างเสียงฮือฮาด้วยปรากฎการณ์ต่อคิวซื้อเมื่อหลายปีที่แล้ว โดนัท Big Apple ที่เข้ามาตีตลาดโดนัทพรีเมี่ยมในไทยได้สำเร็จ เร็วๆนี้ Old Town White Coffee แฟรนไชส์ร้านกาแฟพื้นเมืองชื่อดังของมาเลเซียก็มีแผนขยายสาขาในประเทศไทย

รวมถึงแบรนด์มาเลเซียในระดับโลกอย่าง แอร์เอเชีย ที่ได้รับรางวัลสายการบินต้นทุนต่ำอันดับหนึ่งของโลกหลายปีติดต่อกัน  เกนติ้ง ไฮแลนด์ แหล่งท่องเที่ยวชั้นนำที่ไปเป็นสปอนเซอร์สโมสรฟุตบอลในอังกฤษ Mr.Potato ผลิตภัณฑ์มันฝรั่งที่ก้าวขึ้นเป็นผู้สนับสนุนทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

หน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้องกับเอสเอ็มอีของมาเลเซียคือ SME Corp ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐที่ขึ้นตรงต่อสำนักนายกรัฐมนตรี ได้รับการแปรรูปให้มีการบริหารแบบเอกชนโดยมีอำนาจในการประสานงานกระทรวงที่เกี่ยวข้องโดยตรงเช่น กระทรวงการคลัง อุตสาหกรรม แรงงาน การศึกษา ฯลฯ ที่สำคัญคือก่อตั้งโดยได้รับคำแนะนำจาก สสว.ของประเทศไทย แต่ปัจจุบันได้ก้าวล้ำนำไปมากในเชิงบทบาทองค์กรต่อแผนเศรษฐกิจประเทศ 

รัฐบาลมาเลเซียได้วางเป้าหมายพัฒนาเอสเอ็มอีระยะเวลา10ปี (2011-2020) ระดับรายได้ของลูกจ้างในธุรกิจเอสเอ็มอีจากปัจจุบัน 443,000 บาทต่อคนต่อปี เพิ่มขึ้นมาอยู่ในระดับเดียวกับบริษัทขนาดใหญ่ซึ่งอยู่ที่ 1,430,000 บาทต่อคนต่อปี รวมถึงเพิ่มสัดส่วนต่อGDPที่มาจากเอสเอ็มอีเป็น 40%จากปัจจุบัน31% ภายในปี 2020 ที่สำคัญคือนำแบรนด์มาเลเซียไปปักธงในภูมิภาคด้วยการเน้นให้ผู้ประกอบการเป็นผู้ส่งออก

เวนย์ ลิม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็มไพร์พับลิชชิ่ง ผู้จัดทำหนังสือพิมพ์มาเลเซีย เอสเอ็มอี  ให้ความเห็นว่าผู้ประกอบการมาเลเซียเคยเป็นผู้นำในการส่งออกในยุค 1970 แต่พอจีน เวียดนาม เริ่มมีบทบาทในเวทีการค้าโลก มาเลเซียก็สูญเสียความสามารถในการแข่งขันไปทันทีเนื่องจากต้นทุนแรงงานมีค่าใช้จ่ายสูงกว่า แต่ตอนนี้ผู้ประกอบการในประเทศที่แข็งแรงต่างมีความต้องการขยายธุรกิจในต่างประเทศทั้งสิ้น

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ Old Town White Coffee แฟรนไชส์กาแฟที่มีชื่อเสียงในมาเลเซียในช่วง20ปีแรกเป็นเพียงธุรกิจขนาดเล็ก แต่เมื่อเริ่มสร้างแบรนด์ ทำการตลาด อย่างจริงจังจนสามารถขายสิทธิแฟรนไชส์ได้ธุรกิจเริ่มโตอย่างรวดเร็วจนสามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้ในที่สุด เขาเชื่อว่าอนาคตจะมีเอสเอ็มอีที่ประสบความสำเร็จแบบนี้อีก พวกเขามีความกระตือรือล้นมากขึ้นแทนที่จะทำธุรกิจไปเรื่อยๆโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่รัฐบาลให้การสนับสนุนผู้ประกอบการอย่างดีไม่ว่าจะเป็นรายเล็กในประเทศหรือบริษัทที่มีศักยภาพ รัฐบาลมุ่งเน้นเรื่องของการสนับสนุนความรู้ความรู้เพื่อพัฒนาผู้ประกอบการ ทั้งงานสัมนาของภาครัฐและเอกชน เพื่อให้ผู้ประกอบการสร้าง Value Chain ผลิตสินค้าที่มีคุณภาพสูง ไม่ลงไปแข่งขันด้านราคา

“ผู้ประกอบการรุ่นใหม่มีความตั้งใจเรียนรู้วิชาบริหารธุรกิจมากขึ้นและรัฐบาลกับภาคเอกชนก็สนับสนุนให้มาเลเซียเป็นประเทศ Knowledge Base เช่นเดียวกับข้อมูลข่าวสารที่เข้าถึงผู้ประกอบการทุกระดับให้พวกเขารับมือ Globalization ได้”

     ความเห็นจากผู้ที่อยู่กับเอสเอ็มอีมากกว่า10ปี เขาบอกว่าเมื่อ AEC เปิดในปี 2015 มั่นใจว่าเอสเอ็มอีมาเลเซียสามารถแข่งขันกับประเทศอื่นได้ และยังมองเป็นโอกาสที่ดีด้วยเนื่องจากตลาดอาเซียนมีประชากร800ล้านคน มากกว่ามาเลเซียหลายสิบเท่า ขณะที่ผู้ประกอบการสามารถดึงแรงงานคุณภาพดีแต่ราคาถูกจากอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ได้

ด้านมุมมองจากผู้ประกอบการ มิเชล ลู กรรมการผู้จัดการ บริษัท คลิฟลิงค์ จำกัด เล่าให้ฟังว่าเธอเคยเป็นอดีตลูกจ้างที่ตัดสินใจออกมาทำธุรกิจด้วยตัวเอง  เธอสังเกตุว่าคนมาเลเซียรู้จักการผลิตและสวมใส่ผ้าบาติกมากว่า130ปี แต่ปัจจุบันมีเพียงแค่หญิงสูงอายุเท่านั้นที่สวมใส่ผ้าบาติก เนื่องจากสินค้าทั่วไปในท้องตลาดไม่มีความแตกต่างกันและเป็นลวดลายเดิมที่คุ้นตา ทำให้คนรุ่นใหม่ไม่สนใจที่จะสวมใส่ผ้าบาติกอีกต่อไป

เธอมองเห็นช่องว่างการตลาดถ้าสามารถออกแบบลวดลายของผ้าให้มีความแตกต่างอาจดึงดูดความสนใจจากคนรุ่นใหม่ให้มาสวมใส่ผ้าบาติกมากขึ้น เธอจึงเริ่มต้นก่อตั้งบริษัทโดยเริ่มจากเงินส่วนตัว สิ่งที่ผลิตภัณฑ์แตกต่างจากสินค้าทั่วไปคือการออกแบบที่มีความทันสมัยเน้นสีสันลูกค้าส่วนมากเป็นหน่วยงานของรัฐและเอกชนที่สั่งตัดชุดยูนิฟอร์มของหน่วยงาน งานทุกชิ้นของบริษัทจะเป็น Hand Made ทั้งหมด

  ปัจจุบันเธอมีพนักงานรวมทั้งหมด  35คนทั้งฝ่ายตัดเย็บและออกแบบ สามารถสร้างแบรนด์ของตัวเองสองแบรนด์คือ MEESHA SUKIRA และ WAXWORK JUGRABATIK วางตำแหน่งการตลาดเป็นสินค้าพรีเมี่ยม

“มาเลเซียมีผู้ประกอบการผ้าบาติกกว่า 3,000รายโดยเฉพาะรัฐเซลังงอร์ ถ้าไม่คิดให้ต่างก็จะเป็นสินค้าทั่วไปที่ไม่มีใครให้ความสนใจและสักวันคงหายไป”

เธอบอกว่าจุดเด่นของบริษัทคือการออกแบบรวมถึงการใช้นวัตรกรรมในการผลิตและทาสีผ้าบาติกทำให้สามารถตัดเย็ยงานตามสั่งได้ทันต่อเวลาและมีต้นทุนที่ต่ำ นอกเหนือจากตลาดในประเทศเธอยังได้ขยายธุรกิจออกไปในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ยุโรป สิงคโปร์ เวียดนาม ออสเตรเลีย อินโดนีเซีย เธอบอกว่าประชากรในมาเลเซียมีอยู่จำกัด ถ้าไม่ขยับขยายไปต่างประเทศตลาดจะตัน สินค้าที่ขายนอกประเทศจะเน้นเสื้อผ้าแฟชั่นและผลิตภัณฑ์อื่นเช่น กระเป๋า รองเท้า ผ้าพันคอ ทั้งหมดทำมาจากผ้าบาติก เป้าหมายต้องการที่จะรักษาสัดส่วนตลาดในประเทศและส่งออกให้ได้ 50%เท่ากัน

ก่อนจะมาถึงจุดนี้ รัฐบาลได้ให้การสนับสนุนบริษัทอย่างมาก นับตั้งแต่การเข้าไปอบรมสัมนาการพัฒนาธุรกิจไม่ว่าจะเป็นการบริหารจัดการ การผลิต การตลาด การเงิน จากหน่วยงานของรัฐเช่น SME Corp ซึ่งเป็นหน่วยงานหลัก รวมถึงหน่วยงานเอกชนซึ่งทำงานร่วมกับภาครัฐ เมื่อต้องการจะส่งออก MARTRADE จะเป็นหน่วยงานหลักช่วยผู้ประกอบการที่แข็งแรงแล้ว เข้ามาให้ความช่วยเหลือด้านการตลาด การสร้างแบรนด์ ที่พิเศษคือรัฐบาลให้การสนับสนุนผู้ประกอบการส่งออกในด้านค่าใช้จ่ายเดินทางไปออกงานแสดงสินค้าหรือเจรจาธุรกิจในต่างประเทศ ตั้งแต่ค่าเครื่องบิน ค่าโรงแรม ผู้ประกอบการจะได้รับการสนับสนุน เนื่องจากเอสเอ็มอีมาเลเซียที่สามารถส่งออกได้ยังมีน้อย รัฐบาลจึงให้ความสำคัญเต็มที่

“บริษัทเราจ้างดีไซเนอร์จากหลายชาติทั้งอินโดนีเซีย สิงคโปร์ รวมถึงไทย เพื่อให้เข้าใจตลาดและความต้องการของผู้บริโภคที่หลากหลาย รองรับการขยายธุรกิจในภูมิภาคโดยเฉพาะ”

ถามถึง AEC ปี 2015 เธอมั่นใจว่าเอสเอ็มอีมาเลเซียสามารถแข่งขันกับประเทศอื่นได้เพราะรัฐบาลให้การสนับสนุนเอสเอ็มอีเป็นอย่างมากทั้งผู้ประกอบการในประเทศและผู้ที่ต้องการส่งออก ผู้ประกอบการเองก็มีความตั้งใจจะพัฒนาตนเองมากขึ้น ภาคเอกชนก็ให้การสนับสนุน ส่วนตัวเพิ่งศึกษาเรื่องของ AEC ไม่นานมานี้เองโดยได้รับข้อมูลจากรัฐบาล มองว่าธุรกิจน่าจะได้รับประโยชน์จากการเปิดเสรีทางการค้าและแรงงาน แต่เฉพาะผู้ที่แข็งแรงเท่านั้น ผู้ที่ยังไม่พร้อมอาจลำบาก

“ยังมีแรงงานราคาถูกที่ไทยและอินโดนีเซียอีกมาก ภาพรวมน่าจะเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจ” เธอบอก

 

Select year  
1


Select year  
1

  • SME Thailand Radio

    etda

  • sme startup : review

    ธีร์นภัทธ์ พวงวงศ์ Be Creative Be Unique

    Issue 40, January 2017
    ธีร์นภัทธ์ พวงวงศ์ Be Creative Be Unique
    ธีร์นภัทธ์ พวงวงศ์ เติบโตมากับครอบครัวเกษตรที่มีพ่อทำฟาร์มกุ้ง และทดลองเพาะเลี้ยงสาหร่ายพวงองุ่น ซึ่งกำลังได้รับความนิยมอย่างมากในภาคใต้ เนื่องจากเป..