Member Login register here!| Forgot Password?
hp2

Sort article by  

Knowledge Hub aec malaysia

เทรนด์อาหารเครื่องดื่มแดนอิเหนาที่ไม่ควรพลาด

 

 


    ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มในประเทศอินโดนีเซียนับเป็นธุรกิจหนึ่งที่มีความน่าสนใจด้วยขนาดของตลาดที่ใหญ่ที่มีประชากรถึง 244.4 ล้านคน (มีประชากรมากเป็นอันดับ 4 ของโลก) ที่ส่วนใหญ่มีค่าใช้จ่ายไปกับอาหารและเครื่องดื่มเกินร้อยละ 50 ของรายได้ต่อเดือน

    ส่งผลให้อินโดนีเซียนำเข้าอาหารและเครื่องดื่มมากที่สุดในอาเซียนรองจากมาเลเซีย โดยที่ประเทศไทยเป็นหนึ่งในแหล่งนำเข้าหลัก ขณะที่อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ในทิศทางที่ดีส่งผลต่อกำลังการซื้อที่มีมากขึ้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจึงได้ประเมินทิศทางของพฤติกรรมผู้บริโภครวมทั้งช่องทางการทำธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มในประเด็นที่น่าสนใจดังนี้

 
    ทิศทางของอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มในอินโดนีเซียมีอัตราการขยายตัวอย่างชัดเจน  Business Monitor International ได้รายงานค่าใช้จ่ายที่ชาวอินโดนีเซียจ่ายไปกับอาหารและเครื่องดื่มในปี 2554 ที่ 132.8 พันล้านดอลลาร์ฯ หรือเติบโตที่ร้อยละ 11.1 จากปี 2553

   ซึ่งเมื่อประเมินแนวโน้มของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของอินโดนีเซียที่น่าจะขยายตัวได้ร้อยละ 6.0-6.5 ในช่วงปี 2555-2558 ซึ่งจะมีส่วนช่วยผลักดันรายได้ของประชากรอินโดนีเซียได้ในอัตราเฉลี่ยร้อยละ 8.3 ในกรอบเวลาเดียวกัน ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจึงมองว่าค่าใช้จ่ายเพื่อการบริโภคอาหารและเครื่องดื่มในอินโดนีเซียน่าจะเติบโตได้อย่างต่อเนื่องด้วยอัตราเฉลี่ยต่อปีที่ร้อยละ 17.2 ในช่วงปี 2555-2558 นี้ 

อาหารปรุงและบรรจุสำเร็จ อาหารพรีเมียม เบียร์และไวน์ เทรนด์ใหม่   

    พลวัตทางประชากรและไลฟสไตล์ของประชากรอินโดนีเซียที่มุ่งไปสู่ชีวิตคนเมือง พร้อมกับการหลั่งไหลของธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มแบรนด์ดังจากต่างชาติที่เข้ามาทำตลาดตามเมืองใหญ่ที่มีประชากรมากและรายได้สูง

     เช่น จาการ์ตา บันดุง สุราบายา ยอร์กยาการ์ตาและเมดัน  ได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคของชาวอินโดนีเซียให้เป็นไปตามกระแสโลกที่มาพร้อมกับทางเลือกของสินค้าที่มีอยู่อย่างหลากหลายทั้งแบรนด์จากในประเทศและจากต่างประเทศ ส่งผลให้ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้นและเริ่มเปิดกว้างต่อสินค้าใหม่ๆที่จะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของตนได้ เช่น

    อาหารปรุงและบรรจุสำเร็จ มีแนวโน้มเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จากพฤติกรรมที่รีบเร่งของคนเมืองและชีวิตการทำงานซึ่งมีความคล้ายคลึงกับผู้คนในกรุงเทพฯ ทำให้คนอินโดนีเซียมีเวลาในการทำอาหารน้อยลงและพึ่งอาหารที่ปรุงสำเร็จหรือบรรจุพร้อมทานมากขึ้น โดยอาหารที่มีการขยายตัวชัดเจน ได้แก่ ข้าว ผลิตภัณฑ์นม และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ขณะที่อาหารตะวันตก เช่น สปาเกตตี้ พาสตา พิซซ่า อาหารแปรรูปจากไก่ประเภทต่างๆ ก็ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคอินโดนีเซียเช่นเดียวกัน

    ขนมหวาน เบเกอรี่ และไอศครีม ได้เข้ามาเจาะตลาดกลุ่มรายได้กลางถึงสูง จากแบรนด์ต่างชาติที่เข้ามาทำตลาดผ่านช่องทางเชนร้านอาหาร ซูเปอร์มาร์เก็ตและห้างสรรพสินค้า

    ปัจจุบันขนมประเภทเค้ก ชีสเค้ก รสชาติต่างๆที่อุดมไปด้วยนมเนยตามสูตรของตะวันตก ไอศครีมหลากหลายกลิ่น รส ที่มีความเข้มข้นในส่วนผสม พร้อมๆไปกับการโฆษณาและการประชาสัมพันธ์ในวงกว้าง ได้สร้างความสนใจและเกิดเป็นค่านิยมของการรับประทานขนมและอาหารว่างหลังอาหารหลักมากขึ้น ส่งผลให้อัตราการขยายตัวของยอดขายขนมหวานและเบเกอรี่ขยายตัวร้อยละ 15-20 โดยเฉลี่ยนับตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นมา 

    เบียร์และไวน์ แม้ชาวอินโดนีเซียส่วนใหญ่ของประเทศ (ราวร้อยละ 85ของประชากรทั้งหมด) จะนับถือศาสนาอิสลาม ประกอบกับโครงสร้างอัตราภาษีในเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ค่อนข้างสูง (เช่น อัตราภาษีสรรพสามิตของเบียร์ในอินโดนีเซียอยู่ที่ร้อยละ 300 อัตราภาษีนำเข้าอยู่ที่ร้อยละ 40) น่าจะส่งผลให้เครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์อาจจะไม่สามารถทำตลาดในอินโดนีเซียได้มากนัก

       แต่จากข้อมูลยอดขายกลับสะท้อนว่าเบียร์และไวน์เติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งในเชิงปริมาณและมูลค่า โดยที่เบียร์ที่มียอดขายมากที่สุดในกลุ่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่ 795.6 ล้านดอลลาร์ฯในปี 2554 หรือเติบโตขึ้นราว 4 เท่าจากปี 2548 (ในเชิงปริมาณเติบโตขึ้น 2.4 เท่า) 

        ในขณะที่ตลาดไวน์อินโดนีเซียในปี 2554 มีมูลค่า 328.6 ล้านดอลลาร์หรือเพิ่มขึ้นราว 3 เท่าจากปี 2548 (ในเชิงปริมาณเติบโตขึ้นราว 2 เท่า)  และยังคงมีเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้น่าจะเป็นผลด้านรายได้ การรับเอาวัฒนธรรมตะวันตก การนิยมดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ควบคู่ไปกับมื้ออาหารมากขึ้น รวมทั้งอานิสงส์จากการเติบโตในธุรกิจท่องเที่ยวของประเทศการเข้าสู่ตลาดใหญ่ ผู้ประกอบธุรกิจไทยต้องวางแผนรอบด้าน

        แม้ว่าการรุกเข้าตลาดที่มีขนาดใหญ่ราว 4 เท่าของประเทศไทยนับเป็นโอกาสที่ผู้ประกอบธุรกิจไทยไม่ควรพลาด แต่ในขณะเดียวกันก็ถือว่าเป็นความท้าทายไม่น้อย เนื่องจากตลาดอาหารและเครื่องดื่มในอินโดนีเซียปัจจุบันเต็มไปด้วยผู้แข่งขันจากในและต่างประเทศอีกทั้งปัจจัยต่างๆของตลาดมีความหลากหลายและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

       ผู้ประกอบธุรกิจไทยจึงจำเป็นที่จะต้องศึกษาสภาพแวดล้อมทางธุรกิจในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเป้าหมาย ภาวะการแข่งขัน คู่แข่ง คู่ค้าอย่างรอบคอบด้วยแผนธุรกิจที่สามารถพลิกแพลงต่อพลวัตของตลาดได้อย่างทันท่วงที

  ในขณะที่ข้อประเด็นทางกฎหมายและระเบียบสำหรับอาหารและเครื่องดื่มจากภาครัฐก็มีความสำคัญ เช่นสินค้าประเภทอาหารและเนื้อสัตว์ (ยกเว้นเนื้อหมู) มีความจำเป็นที่จะต้องผ่านเกณฑ์ฮาลาล ตามหลักศาสนาอิสลาม นอกจากนี้ ในช่วงระยะที่ผ่านมาทางการอินโดนีเซียริเริ่มการใช้มาตรการที่เข้มงวดต่อการนำเข้า

      เช่น การลดจำนวนท่าเรือในการนำเข้าสินค้ากลุ่มสินค้าเกษตร การควบคุมคุณภาพ การออกใบอนุญาต การจำกัดโควตา ถือเป็นอุปสรรคที่มีผลต่อการเข้าทำตลาดในประเทศระดับหนึ่ง และในกรณีของการเข้าทำตลาดที่ไม่คุ้นเคย การใช้ช่องทางการจำหน่ายผ่านผู้แทนจำหน่ายในท้องถิ่น หรือการหาคู่พันธมิตรธุรกิจน่าจะช่วยขยายเครือข่ายการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ง่ายขึ้น 




 

Select year  
1


Select year  
1

  • SME Thailand Radio

    etda

  • sme startup : review

    ภาววิทย์ กลิ่นประทุม No failure, No success

    Issue 41, February 2017
    ภาววิทย์ กลิ่นประทุม No failure, No success
    ในแวดวงการลงทุนไม่มีใครไม่รู้จัก แพท-ภาววิทย์ กลิ่นประทุม นักลงทุนรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว แต่รู้หรือไม่ว่ากว่าเขาจะก้าวขึ้นมาเป็นนักล..