โอกาสทำเงินในต่างแดน ชาวยุโรปเปิดใจยอมรับ จิ้งหรีดขาว อาหารท้องถิ่นไทยขึ้นทะเบียน Novel Food

 

     องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ FAO คาดการณ์ว่าในปี 2593 หรืออีกราวไม่ถึงสามสิบปีข้างหน้าจะมีประชากรทั่วโลกเพิ่มสูงเป็น 9,000 ล้านคน ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะขาดแคลนอาหารได้

     เทรนด์การบริโภค “Novel Food” หรือ “อาหารใหม่” ที่ผลิตจากเทคโนโลยี นวัตกรรมแปลกใหม่ที่ยังไม่เคยมีการผลิตขึ้นมาก่อน หรืออาหารจากวัตถุดิบท้องถิ่นที่ยังไม่ได้แพร่หลายมากนัก กำลังเป็นที่นิยมและให้ความสนใจจากผู้คนทั่วโลกมากขึ้น โดยหนึ่งในวัตถุดิบชั้นยอดที่ถูกยกให้เป็นอาหารแห่งโลกอนาคต หรือ Super Food ที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ก็คือ แมลง โดยมูลนิธิ Heinrich-Böll-Stiftung และ Statista ได้มีการคาดการณ์ว่าผลิตภัณฑ์อาหารแมลงจากทั่วโลกจะมีมูลค่าสูงถึง 1,182 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2566 โดยเติบโตเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวจากในปี 2562 ที่มีมูลค่าอยู่ที่ 503 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ FAO ได้ประเมินว่าปัจจุบันมีแมลงมากกว่า 1,900 สายพันธุ์ทีเดียวที่สามารถนำมาบริโภคเป็นอาหารได้

     ซึ่งถ้าพูดถึงแมลงกินได้นั้น บ้านเราเองก็ไม่เคยตกเทรนด์อย่างแน่นอน โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2565 ที่ผ่านมา มีข่าวดีสำหรับเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงแมลงว่า “จิ้งหรีดขาว” หรืออีกชื่อ คือ จิ้งหรีดทองแดงลาย (Acheta domesticus) ได้ขึ้นทะเบียนเป็นอาหารใหม่ (Novel Food) จากคณะกรรมาธิการสหภาพยุโรปแล้ว โดยนับเป็นแมลงชนิดที่ 3 ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจากสหภาพยุโรป ซึ่งก่อนหน้านี้มี 2 ชนิดที่ขึ้นทะเบียนไปแล้ว ก็คือ หนอนนกและตั๊กแตนเมื่อปีที่แล้ว โดยทุกวันนี้ไทยส่งออกแมลงเป็นอันดับ 17 ของโลก มูลค่าปีๆ หนึ่งกว่าหลายพันล้านบาททีเดียว รูปแบบแมลงที่ส่งออกไปมีทั้งแบบสด แช่เเข็ง แปรรูปทอด คั่ว และที่นิยมมากสุด คือ ผงแป้ง เพื่อนำไปเป็นผสมอาหารต่างๆ ทั้งเบเกอรี่ ขนมปัง พาสต้า ฯลฯ

     โดยมีรายงานว่าในเยอรมัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพยุโรป ผู้บริโภคและผู้ผลิตสินค้าอาหารที่นำแมลงไปเป็นส่วนผสมได้มีการหันมาบริโภคแมลงเพิ่มากขึ้นเป็นเท่าตัว โดยในปี 2559 ประชากรชาวเยอรมนีเองยอมรับการบริโภคแมลงเพียงร้อยละ 10 เท่านั้น แต่ปัจจุบันกลับเพิ่มสูงขึ้นถึงร้อยละ 20 ทีเดียว

ผงแป้งจิ้งหรีด 3 ขีด มีโปรตีนเทียบเท่าเนื้อสัตว์ 1 กก.

      โดยสาเหตุที่จิ้งหรีดขาวได้การรับรองให้ขึ้นทะเบียนเป็นหนึ่งใน Novel Food จากสหภาพยุโรป เป็นเพราะว่ามีคุณค่าทางโภชนาการที่สูง เป็น Super Food แห่งโลกอนาคตนั่นเอง มีโปรตีนถึง 12.9 เปอร์เซ็นต์ ไขมัน 5.54 เปอร์เซ็นต์ และคาร์โบไฮเดรต 5.1 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ยังมีแคลเซียม ซิงค์ วิตามินบี 2 บี 12 ในปริมาณสูง มี โอเมกา 3 6 9 รวมทั้งไฟเบอร์ ซึ่งเป็นไฟเบอร์จากสัตว์เพียงชนิดเดียวที่ช่วยปรับสมดุลในลำไส้

     ว่ากันว่าผงจิ้งหรีด 3 ขีด จะมีโปรตีนเท่ากับเนื้อสัตว์ 1 กิโลกรัมทีเดียว จิ้งหรีดสด 4  กิโลกรัม จะสามารถนำมาอบให้แห้งทำเป็นผงแป้งได้ 1 กิโลกรัม ซึ่งแม่พันธุ์ 1 ตัวสามารถให้ลูกได้มากถึง 1,000 ตัว แถมยังใช้พื้นที่และปริมาณน้ำในการเลี้ยงน้อยด้วย พันธุ์จิ้งหรีดที่นิยมเลี้ยงมากมีอยู่ 3 สายพันธุ์ ได้แก่ สะดิ้ง, ทองดำ และจิ้งหรีดขาว ปัจจุบันไทยมีแหล่งเพาะเลี้ยงจิ้งหรีดเชิงพาณิชย์อยู่ประมาณหลายหมื่นแห่ง โดยส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในแถบภาคอีสาน

จะส่งออกจิ้งหรีดขาวได้ต้องทำยังไง

      การจะส่งออกจิ้งหรีดขาวไปสู่ตลาดโลกได้นั้น ประตูด่านแรกที่ผู้ประกอบการทำฟาร์มเพาะเลี้ยงต้องผ่านไปให้ได้ ก็คือ มาตรฐาน GAP 8202-2560 (Good Agriculture Practice) หรือ มกษ. 8202-2560 แนวทางปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มจิ้งหรีด โดยมีข้อกำหนดที่สำคัญ คือ (ข้อมูลจากสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ : มกอช.)

องค์ประกอบฟาร์ม : ต้องตั้งอยู่ในพื้นที่ที่เหมาะสมไม่มีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนอันตราย มีการวางผังฟาร์มเป็นสัดส่วนอย่างชัดเจน โรงเรือนและบ่อเลี้ยงจิ้งหรีด สร้างด้วยวัสดุที่เเข็งแรง ง่ายต่อการทำความสะอาด และบำรุงรักษา

การจัดการฟาร์ม : มีคู่มือการปฏิบัติงานประจำฟาร์มที่เเสดงรายละเอียดการปฏิบัติงานอย่างชัดเจน มีการคัดเลือกพันธุ์จิ้งหรีดที่มีคุณภาพ มีการเตรียมบ่อเลี้ยงจิ้งหรีดโดยใช้วัสดุหลบซ่อนตัวที่สะอาด ภาชนะและวัสดุที่ใช้รองไข่ต้องสะอาด บุคลากรที่ทำหน้าที่เลี้ยงจิ้งหรีดต้องมีความรู้และได้รับการฝึกอบรม เพื่อให้เลี้ยงจิ้งหรีดได้อย่างถูกต้อง

สุขภาพสัตว์ : มีการป้องกันและฆ่าเชื้อโรค อุปกรณ์ และบุคคลก่อนเข้า-ออกจากฟาร์ม รวมทั้งการบำบัดโรคสัตว์ให้อยู่ภายใต้ความดูเเลของสัตวเเพทย์

สิ่งแวดล้อม : มีการกำจัดหรือจัดการขยะ ของเสีย และมูลจิ้งหรีดด้วยวิธีการที่เหมาะสมถูกสุขลักษณะ

การบันทึกข้อมูล : มีการบันทึกข้อมูลผลการปฏิบัติงานในขั้นตอนที่สำคัญในการจัดการฟาร์มที่มีผลต่อสุขภาพผลผลิตและการควบคุมโรค โดยให้เก็บรักษาบันทึกเป็นเวลาอย่างน้อย 3 ปี

     นอกจากตัวฟาร์มและสถานที่การเพาะเลี้ยงที่ได้มาตรฐาน มีคุณภาพแล้ว อีกปัจจัยสำคัญ คือ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้หลากหลายตอบโจทย์ผู้บริโภค ซึ่งผู้บริโภคส่วนใหญ่ในตลาดโลกจะนิยมในรูปแบบเป็นผงแป้งมากกว่าที่จะรับประทานแบบทั้งตัว (Whole Insect) เนื่องจากสามารถนำไปใช้เป็นส่วนผสมของอาหารต่างๆ เพื่อเพิ่มโปรตีนได้ง่ายกว่านั่นเอง

     โดยหากเกษตรกรหรือผู้ประกอบการคนใดต้องการสร้างโอกาสให้กับตัวเองด้วยการวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์สามารถปรึกษาหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องได้ อาทิ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ซึ่งมีทุนสนับสนุนในการทำวิจัย ได้แก่ โครงการสนับสนุนวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อชุมชน (CTAP) และโครงการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) เพื่อให้บริการภาคอุตสาหกรรมในการวิจัยและพัฒนาเพื่อยกระดับเทคโนโลยีการผลิต เป็นต้น

ที่มา : https://www.ditp.go.th/contents_attach/766031/766031.pdf

TEXT : กองบรรณาธิการ

 

www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี

RECCOMMEND: ENTREPRENEUR

ใครจะคิด! Innocent Drinks แบรนด์สมูทตี้ระดับโลก เริ่มต้นธุรกิจด้วยคำถาม “ควรลาออกดีไหม?” และถังขยะ YES หรือ NO  

รู้หรือไม่? ว่าหนึ่งในแบรนด์น้ำสมูทตี้ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปอย่าง "Innocent Drinks" นั้น เริ่มต้นมาจาก...คำถามว่า่ "พวกเราควรลาออกจากงานมาทำน้ำผลไม้ขายไหม?" และถังขยะ 2 ใบ YES และ No ในงานเทศกาลดนตรี

จากคนที่แพ้ผ้าอนามัยถึงขั้นต้องผ่าตัด สู่เจ้าของแบรนด์ Wendays ผ้าอนามัยออร์แกนิค ที่เข้าใจปัญหาของจุดซ่อนเร้น

เมื่อแพ้ผ้าอนามัยถึงขั้นต้องเข้าผ่าตัดที่โรงพยาบาล ทำให้ ชวิศา เฉิน ออกตามล่าผ้าอนามัยที่เธอใช้ได้โดยไม่ระคายเคือง แต่เมื่อเป็นแบรนด์ต่างประเทศที่เธอต้องไปหิ้วกลับมาทุกครั้ง จึงเป็นจุดเปลี่ยนของการปลุกปั้น Wendays ผ้าอนามัยออร์แกนิค

Atipa Shop จาก “ขายเสื้อผ้ามือสอง” สู่แบรนด์ Top of Mind ใช้กลยุทธ์แห่งความเข้าใจ ปั้นเสื้อธรรมดาให้กลายเป็นของที่ต้องมี

ตลาดที่แข่งขันกันดุเดือด แต่แบรนด์หนึ่งกลับสามารถฝ่าคลื่น Red Ocean ขึ้นมาเป็น Top of Mind ของลูกค้าได้อย่างน่าสนใจ “Atipa Shop” แบรนด์แฟชั่น ที่เริ่มต้นจากการขายเสื้อผ้ามือสอง และพัฒนาแบรนด์อย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 14 ปี