​ถอดกลยุทธ์แบรนด์แฟชั่นไอริช ขายสินค้าราคาถูกยังไง? จนได้แชมป์ค้าปลีกโตเร็วสุดในสหรัฐฯ

by SME Thailand 14 กย. 2018
Share:





 
     นาทีนี้เรียกได้ว่าแบรนด์แฟชั่นที่กำลังมาแรงสุดในอเมริกาเหนือ เห็นจะเป็น “พริมาร์ค” (Primark) แบรนด์ไอริชที่ข้ามห้วยจากยุโรปเข้าไปรุกตลาดสหรัฐฯ จนล่าสุดเพิ่งคว้าแชมป์อันดับ 1 “ผู้ค้าปลีกที่โตเร็วสุดในสหรัฐฯ” จาก 100 อันดับโดยการจัดอันดับในนิตยสารสโตร์ของสมาพันธ์ค้าปลีกแห่งชาติ เกณฑ์การตัดสินวัดจากยอดขายปี 2017 เทียบปี 2016 โดยพริมาร์ค ซึ่งมีสาขา 353 สาขาใน 12 ประเทศ ทำยอดขาย 9,875 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในตลาดโลก
               
 
     ส่วนในตลาดสหรัฐฯ แม้จะมีช้อปเพียง 9 สาขา แต่กลับทำยอดขายได้ 489 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้อัตราการเติบโตพุ่งไปที่ 103% ไปทำความรู้จักแบรนด์เล็กๆ จากยุโรปที่ไม่เพียงบุกตลาดในบ้านตัวเอง แต่ยังสามารถตีตลาดสหรัฐฯ ชนิดที่แบรนด์ใหญ่กว่าอย่าง H&M และ Forever21 ต้องจับตามอง พริมาร์คใช้กลยุทธ์ใดจึงครองใจชาวอเมริกันได้ขนาดนี้ เป็นเรื่องที่น่าศึกษาอย่างยิ่ง
               
 
     พริมาร์คเป็นแบรนด์เสื้อผ้าแฟชั่นโลว์คอสต์ที่กำเนิดในเมืองดับลิน ไอร์แลนด์ โดยเปิดร้านครั้งแรกเมื่อปี 1969 ใช้ชื่อ Penneys จนมีเหตุให้ต้องเปลี่ยนชื่อเมื่อบริษัทขยายสาขาไปยังอังกฤษในปี 1973 เนื่องจากชื่อซ้ำกับห้างสรรพสินค้า JCPenney ของสหรัฐฯ ที่มีการจดทะเบียนการค้าก่อนแล้ว ชื่อพริมาร์คจึงถูกนำแทน และใช้เป็นแบรนด์ที่รุกตลาดนอกไอร์แลนด์
               
 
     ช่วงปี 2006-2013 ธุรกิจพริมาร์คเติบโตแบบก้าวกระโดด จนสามารถเปิดสาขาได้ทั่วยุโรป ทั้งในสเปน เนเธอร์แลนด์ โปรตุเกส เยอรมนี เบลเยียม ออสเตรีย และฝรั่งเศส  ยอดขายระหว่างปี 2009-2014 นั้น โตอย่างน่าทึ่งถึง 150% ปี 2015 พริมาร์คจึงตัดสินใจขยายกิจการข้ามทวีปโดยเปิดสาขาแรกในอเมริกาที่บอสตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าแบรนด์สัญชาติไอริชแบรนด์นี้จะคุกคามแบรนด์เสื้อผ้าอเมริกัน เช่น  Gap และ Abercrombie ด้วยกลยุทธ์การตัดราคา และการนำเสนอดีไซน์ใหม่ๆ ออกมา ทั้งนี้ ทีมวิจัยของมอร์แกน สแตนลีย์ระบุสินค้าในร้านพริมาร์คราคาต่ำกว่าเสื้อผ้าที่วางขายในสหรัฐฯ เฉลี่ย 202%
 
 



     หลังจากที่เปิดสาขาแรกในบอสตัน พริมาร์คก็เดินหน้าขยายธุรกิจในฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ ปัจจุบันมีทั้งหมด 9 สาขา และกำลังจะเปิดสาขาต่อไปในฟลอริดาราวปีหน้า สำหรับกลยุทธ์ที่ทำให้พริมาร์คจำหน่ายสินค้าราคาถูกเหลือเชื่อ ได้แก่ การจัดระบบโลจิสติกส์ให้รวดเร็วลื่นไหลไม่ติดขัด การไม่เน้นงบโฆษณา และการสั่งซื้อของปริมาณมากจนมีอำนาจในการต่อรองกับซัพพลายเออร์ และเนื่องจากการตั้งราคาสินค้าต่ำทำให้กำไรที่ได้ต่ำไปด้วย พริมาร์คจึงต้องอาศัยการทำยอดขายปริมาณมาก ๆ  เป็นการโฟกัสที่โวลุ่มมากกว่าราคา
               
 
     ข้อดีอีกอย่างของการกำหนดราคาสินค้าให้ถูกมากๆ คือช่วยจูงใจลูกค้าให้ซื้อมากขึ้น ลูกค้าโดยส่วนใหญ่ซื้อทีไม่ใช่น้อยๆ ทางร้านจึงต้องมีตะกร้าช้อปปิ้งวางไว้บริการหน้าร้าน ให้ลูกค้าได้โกยใส่ บรรยากาศในร้านพริมาร์คจึงเหมือนการไปซื้อของในซุปเปอร์มาร์เก็ตมากกว่า ประมาณว่าสินค้าราคาถูกมาก เช่น รองเท้าผ้าใบคู่ละ 7 ดอลลาร์ เสื้อสเวตเตอร์ตัวละ 10 ดอลลาร์ และกางเกงสแล็คสำหรับผู้ชายตัวละ 15 ดอลลาร์เท่านั้น ถูกจนไม่ต้องคิดนานว่าจะซื้อหรือไม่ซื้อ
               
 
     จึงไม่แปลกเมื่อเปรียบเทียบพื้นที่ร้านต่อการทำยอดขายพบว่า H&M ทำยอดขายเฉลี่ย 5,250 ดอลลาร์ต่อตารางเมตรต่อปี ขณะที่พริมาร์คทำยอดขายเฉลี่ย 8,200 ดอลลาร์ในพื้นที่เท่ากัน นอกจากนั้น นโยบายที่สวนกระแสอีกอย่างหนึ่งของพริมาร์คได้แก่ การไม่สนอี-คอมเมิร์ซ และไม่จำหน่ายสินค้าออนไลน์ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการตัดค่าใช้จ่ายในการส่งสินค้า และการรับคืนสินค้าจากผู้ซื้อ อย่างไรก็ตาม บริษัทมีเว็บไซต์ให้ลูกค้าเข้าไปชมสินค้า แต่ถ้าต้องการชิ้นไหน ลูกค้าต้องเดินทางไปซื้อที่ช้อปเอง
                        
 
     รายงานระบุพริมาร์คมีแผนขยายธุรกิจในสหรัฐฯมากขึ้น ซึ่งนับว่าเป็นการวางแผนที่ถูกจังหวะ ถูกเวลาเพราะเป็นช่วงที่เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคม ห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้าในสหรัฐฯ ปิดตัวไปมาก และผู้บริโภคอเมริกันหันมาเน้นซื้อสินค้าที่คุ้มค่าคุ้มราคา นอกจากร้านเสื้อผ้าราคาย่อมเยา ร้านจำหน่ายสินค้าราคาถูกประเภททุกอย่างราคาเดียวก็ได้รับความนิยมด้วย        
    
                    
ที่มา
www.businessinsider.com/primark-is-fastest-growing-retailer-in-america-history-details-2018-8#primark-is-now-the-fastest-growing-retailer-in-the-us-according-to-research-from-kantar-consulting-it-will-open-its-next-store-in-florida-in-2019-8
Share:

Related Articles

​​ผู้ประกอบการมาเลย์ไอเดียบรรเจิด ผลิตเหล้าหวานทุเรียนส่งขายตลาดจีน

ไม่ใช่แค่ประเทศไทยเท่านั้นที่ส่งออกทุเรียนไปขายที่ตลาดจีน มาเลเซียเป็นอีกประเทศหนึ่งที่ส่งออกทุเรียนไปจีนเช่นกัน และล่าสุดได้ผลิตเหล้าหวานจากทุเรียน..

by SME Thailand| 13 พย. 2018

​​“บริการรับ-ส่งพัสดุผ่านล็อคเกอร์” เทรนด์แรง! ธุรกิจโลจิสติกส์ในญี่ปุ่น

การเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ญี่ปุ่นวันนี้ ดูเหมือนจะชัดเจนมากขึ้นอีก โดยเฉพาะ บริการส่งพัสดุผ่านล็อคเกอร์ หรือที่เรียก drop-off locker ที่มี..

by SME Thailand| 12 พย. 2018

​ส่องกลยุทธ์ Jollibee เชนฟาสต์ฟูดฟิลิปปินส์ รุกอย่างไรในตลาดต่างประเทศ

ใครว่า จอลลี่บี (Jollibee) แบรนด์ฟาสต์ฟูดไก่ทอดของฟิลิปปินส์ จะเติบโตและแข็งแกร่งเฉพาะในประเทศเท่านั้น วันนี้จอลลี่บีพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ตลาดต่างป..

by SME Thailand| 05 พย. 2018