คนแน่นร้านทำไมถึงเจ๊ง? ความผิดพลาดของร้านบุฟเฟ่ต์ฮอทพอทจีน แค่ 11 วันต้องปิดกิจการ!

by SME Thailand 25 มิย. 2018
Share:





 
     ในการศึกษาแนวทางการดำเนินธุรกิจ หลายคนอาจพุ่งเป้าไปที่ต้นแบบจากผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จเป็นหลัก แต่ความจริงแล้ว ความล้มเหลวในการทำธุรกิจก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งควรดูเป็นแบบอย่างเช่นกัน เพื่อเตือนใจตัวเองให้หลีกเลี่ยงความผิดพลาดที่ผู้อื่นเคยประสบกับตัวไปแล้ว วันนี้มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับร้านบุฟเฟต์ฮอทพอทร้านหนึ่งในเมืองเฉิงตู มณฑลเสฉวนมาเล่าสู่กันอ่านว่าทางร้านบริหารอย่างไงถึงขาดทุนย่อยยับจนต้องปิดกิจการทั้งที่เพิ่งให้บริการได้เพียง 11 วัน
 
 
     ร้านดังกล่าวมีชื่อว่า Jiamen’er เกิดจากการลงขันของ Su Zhe และหุ้นส่วนหลายคน ร้านเปิดบริการเมื่อ 1 มิ.ย.ที่ผ่านมา เป็นร้านบุฟเฟ่ต์ฮอทพอทที่มีชื่อด้านน้ำซุปเผ็ดร้อนสไตล์เสฉวน หนึ่งในเงื่อนไขที่ทางร้านกำหนดในการเข้ารับบริการคือลูกค้าต้องจ่ายค่าบัตรสมาชิกใบละ 120 หยวนหรือราว 600 บาท และมีค่าธรรมเนียมรายเดือน ซึ่งในข่าวไม่ได้ระบุว่าเป็นเงินเท่าใด แต่เบ็ดเสร็จแล้ว บัตรสมาชิก 1 ใบบวกค่ารายเดือนนี้เท่านี้ สมาชิกก็สามารถรับประทานได้ไม่อั้นเป็นเวลา 1 เดือน และในการใช้บริการแต่ละครั้งก็ไม่มีการจำกัดเวลา
 
 
     การตั้งเงื่อนไขที่จูงใจแบบนี้ทำให้ผู้คนแห่สมัครสมาชิกพริบตาเดียวก็ปาเข้าไป 1,700 คน และในแต่ละวันมีลูกค้าเข้ามาใช้บริการแน่นร้านตลอด วันละไม่ต่ำกว่า 500 คน ส่งผลให้พนักงานต้องทำงานล่วงเวลามากขึ้น ทุกอย่างดูเหมือนจะไปได้ดี คนใช้บริการคึกคักสมดังเจตนาของเจ้าของร้าน แต่หลังจากที่เช็คยอดบัญชี กลับพบว่า ช่วงระยะเวลา 11 วันหลังเปิดบริการ ร้านฮอทพอทแห่งนี้ตัวเลขติดลบถึง 500,000 หยวน (2.53 ล้านบาท) ส่งผลให้หุ้นส่วนทั้งหมดตัดสินใจขึ้นป้ายปิดกิจการทันที สร้างความประหลาดใจให้ลูกค้าเป็นอย่างมาก ขายดีขนาดนี้ ปิดร้านทำไม
       


ร้าน Jiamen’er ในเมืองเฉิงตู        
 

     ขายดีแต่ไม่กำไร จะขายไปทำไม เมื่อมานั่งไล่เลียงข้อผิดพลาดจะพบว่ามันมีช่องโหว่จากการกำหนดเงื่อนไขนั่นเอง เงื่อนไขไม่จำกัดเวลาในการใช้บริการทำให้ลูกค้าหลายคนหัวหมอ เข้ามากินตั้งแต่เที่ยง กินเสร็จ ไม่ยอมลุก นั่งแช่ไปเรื่อยๆ จนถึงมื้อเย็นก็กินอีกรอบ แบบนี้เป็นต้น ความผิดพลาดอีกประการคือ บัตรสมาชิกไม่มีรูปถ่าย ไม่สามารถระบุสมาชิกตัวจริงได้ ทำให้เกิดการหยิบยืมบัตรกันง่าย คนที่ไม่ใช่สมาชิกก็สามารถนำบัตรผู้อื่นมาใช้บริการโดยไม่เสียเงินสักบาท เพราะในบัตรได้รวมค่าอาหาร ซึ่งอยู่ในรูปค่าธรรมเนียมรายเดือนไปแล้ว ส่งผลให้บัตรสมาชิกเพียงใบเดียว ก็สามารถเวียนกลับมาใช้ครั้งแล้วครั้งเล่า โดยที่พนักงานไม่สามารถระบุได้ว่าใครเป็นเจ้าของบัตรตัวจริง
               
 
     Su Zhe ยอมรับว่าพวกเขาพลาดที่ไม่ได้นำระบบสแกนบัตรและระบบจดจำใบหน้ามาใช้ “ปัญหาใหญ่ของเราคือขาดทักษะในการบริหารและจัดการร้าน นับว่าเป็นบทเรียนที่สาหัสมาก” อย่างไรก็ตาม Su Zhe กล่าวว่าตนและหุ้นส่วนจะไม่ยอมยกธงขาว นี่เป็นบทเรียนราคาแพง แต่ก็เป็นบทเรียนที่ดี ผู้ประกอบการมือใหม่ทิ้งท้ายว่าขอกลับไปตั้งหลักสักพัก เมื่อพร้อมแล้วจะกลับมาทำกิจการใหม่
 
 

ที่มา
https://nextshark.com/chinese-restaurant-goes-bankrupt-11-days-offering-can-eat-deal/



www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี

 
Share:

Related Articles

​หนุ่มญี่ปุ่นสำอางขึ้น แบรนด์แห่เปิดตัวสินค้าคอสเมติกชายรองรับ!

ตลาดเครื่องสำอางในประเทศญี่ปุ่นที่คึกคักสุดในเวลานี้ เห็นจะเป็นหมวดหมู่เครื่องสำอางสำหรับสุภาพบุรุษ เรียกได้ว่าเป็นสินค้าแจ้งเกิดในตลาดก็ว่าได้ หลัง..

by SME Thailand| 16 พย. 2018

​สวรรค์ของนักชิม ดินแดนแห่ง food souvenir...อีกมุมในความเป็น สิงคโปร์

สิงคโปร์ นอกจากพัฒนาตัวเองจนกลายเป็นศูนย์กลางทางการเงินและธุรกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยังวางตำแหน่งประเทศให้เป็นสวรรค์ของนักชิม และเป็นแหล่งรวมขอ..

by SME Thailand| 15 พย. 2018

​​ผู้ประกอบการมาเลย์ไอเดียบรรเจิด ผลิตเหล้าหวานทุเรียนส่งขายตลาดจีน

ไม่ใช่แค่ประเทศไทยเท่านั้นที่ส่งออกทุเรียนไปขายที่ตลาดจีน มาเลเซียเป็นอีกประเทศหนึ่งที่ส่งออกทุเรียนไปจีนเช่นกัน และล่าสุดได้ผลิตเหล้าหวานจากทุเรียน..

by SME Thailand| 13 พย. 2018