​ส่องธุรกิจค้าปลีกในอินเดีย ตลาดศักยภาพที่ถูกมองข้าม

by SME Thailand. 10 กย. 2018
Share:





 
     ในการขยายธุรกิจ หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่บริษัทต่างๆ มักใช้เป็นในการตัดสินใจว่าจะรุกเข้าไปยังตลาดนั้นหรือไม่ คือจำนวนประชากร ด้วยจำนวนประชากร 1,400 ล้านคน จึงไม่แปลกที่จีนจะเป็นประเทศเป้าหมายอันดับต้นๆ ของผู้ประกอบการทั่วโลกรวมถึงไทย ก่อนหน้านี้เคยได้ยินนักธุรกิจคนหนึ่งพูดว่า “สมมติว่าขายยาพาราเซตามอนให้คนจีนแค่คนละ 1 เม็ดทั้งประเทศรวมแล้วก็พันกว่าล้านเม็ดแล้ว” เป็นการพูดเพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่าตลาดจีนนั้นใหญ่โตมโหฬารจริง
 
 
     ในขณะที่ถนนทุกสายมุ่งสู่แดนมังกร ดูเหมือนดินแดนชมพูทวีปกลับถูกมองข้าม ทั้งที่อินเดียเองก็มีประชากรไม่น้อย ด้อยกว่าจีนก็แค่ 100 ล้านคนเท่านั้น บนเวทีสัมนา “เจาะตลาดค้าปลีกอินเดีย” ซึ่งจัดโดยสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ (NEA) หนึ่งในวิทยากรบนเวทีสัมมนา อดุลย์ โชตินิสากรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เจ้าของฉายา “มิสเตอร์อินเดีย” ผู้คร่ำหวอดในตลาดอินเดียเล่าถึงสาเหตุที่คนไทยยังไม่ค่อยเข้าไปทำการค้าในอินเดียคือยังมีทัศนคติด้านลบ หลายคนมีภาพจำเกี่ยวกับอินเดียว่า “จน สกปรก และขี้โกง” เลยทำให้พลาดโอกาสดีๆ หากเปิดใจสักนิดจะเห็นว่าอินเดียพัฒนามากแล้ว
 
 
     ข้อมูลจาก “มิสเตอร์อินเดีย” ระบุเศรษฐกิจอินเดียใหญ่เป็นอันดับ 9 ของโลก และเป็นอันดับ 3 ในเอเชียรองจากจีนและญี่ปุ่น คาดว่าอีกไม่กี่ปี จำนวนประชากรอินเดียจะแซงหน้าจีน ปัจจุบัน ประชากรอินเดียฐานะปานกลางที่มีกำลังซื้อมีจำนวน 400 ล้านคน มีการประเมินตลาดค้าปลีกอินเดียปี 2020 จะมีมูลค่าสูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ปัจจัยที่ทำให้ค้าปลีกอินเดียโตได้แก่ การปรับเปลี่ยนกฎของรัฐบาลที่เอื้อต่อการเปิดเสรีค้าปลีก ลักษณะประชากรอินเดียจำนวนมากอยู่ในวัยทำงาน วัยหาเงิน วัยใช้จ่าย ประชาชนมีรายได้มากขึ้น ชุดความคิดของผู้บริโภคเปลี่ยนไป เช่น นิยมสินค้านำเข้ามากขึ้นซึ่งเป็นผลพวงจากการได้รับข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต และมีโอกาสท่องเที่ยวต่างประเทศมากขึ้น และกระแสอี-คอมเมิร์ซบูม ผู้บริโภคจึงนิยมซื้อสินค้าออนไลน์
 
 
     สำหรับสภาพตลาดค้าปลีกในอินเดียปัจจุบัน 92% เป็นค้าปลีกแบบดั้งเดิมหรือที่อินเดียเรียก “kirana” ซึ่งก็คือร้านโชวห่วยแบบบ้านๆ นั่นเอง ที่เหลือ 8% เป็นโมเดิร์นเทรดหรือค้าปลีกแบบใหม่ จึงนับว่าโอกาสทางธุรกิจค้าปลีกจึงยังสูงมาก ทั้งนี้ ก่อนที่จะมีการเปิดเสรีค้าปลีกในปี 2554 รัฐบาลกำหนดให้บริษัทต่างชาติสามารถค้าปลีกประเภท single brand เท่านั้นโดยสามารถถือหุ้นได้ 50% ส่วนค้าปลีกแบบ multi brand ยังไม่อนุญาตเพราะรัฐบาลต้องการปกป้องธุรกิจค้าปลีกท้องถิ่น แต่ปัจจุบันมีการผ่อนปรนกฎมากขึ้น โดยบริษัทต่างชาติสามารถถือหุ้น 100% ในธุรกิจค้าปลีกแบบ single brand และ 51% สำหรับ multi brand และมีเงื่อนไขพ่วง คือต้องมีเงินลงทุนอย่างน้อย 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ วางจำหน่ายสินค้าท้องถิ่นในร้าน 30% และ 50% ของการลงทุนทั้งหมดต้องใช้ลงทุนในด้าน backend infrastructure คาดว่าธุรกิจโมเดิร์นเทรดในอินเดียจะขยับจาก 8% มาอยู่ที่ 20% ในปี 2020
 
 
     ช่องทางการค้าปลีกอย่างหนึ่งที่กำลังโตเร็วมากในอินเดียคือ อี-คอมเมิร์ซ โดยปี 2016 ที่ผ่านมามีมูลค่า 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และค้าปลีกออนไลน์คิดเป็นสัดส่วน 50% ของยอดขายอี-คอมเมิร์ซทั้งหมด ปัจจัยที่ทำให้อี-คอมเมิร์ซอินเดียขยายตัวมาจากหลายปัจจัย รวมถึงผลพวงจากธุรกิจ BPO (business processing outsourcing) หรือการจ้างคนนอกดำเนินการธุรกิจบางส่วนที่อินเดียมีจุดแข็งด้านนี้และให้บริการเป็นอันดับ 1 BPO ถือเป็นพื้นฐานที่รองรับอี-คอมเมิร์ซ นอกจากนั้นยังเป็นเพราะจำนวนผู้ใช้อินเตอร์เน็ตที่มีราว 460 ล้านคน และอายุเฉลี่ยของผู้ใช้อินเตอร์เน็ตอยู่ที่ 27 ปีอันเป็นวัยทำงานและมีกำลังซื้อ ขณะที่ระบบ COD (Cash on Delivery) หรือบริการเก็บเงินปลายทางซึ่งเป็นที่นิยมก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่กระตุ้นให้อี-คอมเมิร์ซโตเร็วเช่นกัน  
 
 
     สิ่งที่น่าสนใจคือจำนวนประชากรเมืองในอินเดียเพิ่มสูงขึ้น ปี 2017 มี 440 ล้านคนหรือราว 33% ของประชากรทั้งหมด คาดปี 2050 ประชากรเมืองจะเพิ่มมาอยู่ที่ 49% หรือราว 814 ล้านคน ซึ่งความเป็นคนเมืองนี่เองจะเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมผู้บริโภค เช่น นิยมรับประทานอาหารสำเร็จรูป อาหารแช่แข็งมากขึ้น นี่ถือเป็นโอกาสทางธุรกิจของผู้ค้าปลีกต่างชาติ
 
 
     สำหรับผู้ประกอบการไทยที่ต้องการเจาะตลาดอี-คอมเมิร์ซอินเดีย โอกาสเป็นไปได้สูงเนื่องจาก Flipkart เว็บอี-คอมเมิร์ซอันดับ 1 ซึ่งเปรียบประมาณ Amazon แห่งอินเดียมีแนวโน้มจะทำ cross-border e-commerce หรือการนำเข้าส่งออกสินค้าจากประเทศต่าง ๆ ที่มีการซื้อขายทางออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซซึ่งมีทั้งในรูปแบบของ B2B และ B2C ทั้งนี้ Flipkart ได้นำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาใช้เก็บข้อมูลว่าผู้บริโภคอินดียต้องการสินค้าอะไรจากประเทศไหน มีการเสิร์ชหาสินค้าประเภทไหนมากที่สุด จากนั้น Flipkart จะติดต่อกับซัพพลายเออร์ประเทศนั้นโดยตรงเพื่อเปิดโอกาสให้นำสินค้าไปเสนอในตลาดอินเดีย ซึ่งแน่นอนว่าสินค้าไทยย่อมมีโอกาสอยู่แล้ว
 
 
     ขณะที่ปริม จิตจรุงพร กรรมการเลขาธิการสภาธุรกิจไทย-อินเดีย มีข้อแนะนำสำหรับผู้ประกอบการที่สนใจเข้าไปลงทุนในอินเดีย อย่างแรกคือทัศนคติเป็นเรื่องสำคัญ ต้องมีมุมมองที่ดี ต้องมี Indian Standard เข้าใจว่าผู้บริโภคต้องการอะไร ต่อมาคือกล้าที่จะเสี่ยง กล้าต่อรองแบบไม่เกรงใจ และสุดท้ายคือรู้จักวัฒนธรรมของเขา เช่น ต่อรองเก่ง ชอบความคุ้มค่า พวกพ้องต้องมาก่อน แต่ทั้งหมดทั้งมวล ทัศนคติต่อคู่ค้าเป็นอะไรที่ต้องมาก่อน


www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี
Share:

Related Articles

​​ผู้ประกอบการมาเลย์ไอเดียบรรเจิด ผลิตเหล้าหวานทุเรียนส่งขายตลาดจีน

ไม่ใช่แค่ประเทศไทยเท่านั้นที่ส่งออกทุเรียนไปขายที่ตลาดจีน มาเลเซียเป็นอีกประเทศหนึ่งที่ส่งออกทุเรียนไปจีนเช่นกัน และล่าสุดได้ผลิตเหล้าหวานจากทุเรียน..

by SME Thailand| 13 พย. 2018

​​“บริการรับ-ส่งพัสดุผ่านล็อคเกอร์” เทรนด์แรง! ธุรกิจโลจิสติกส์ในญี่ปุ่น

การเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ญี่ปุ่นวันนี้ ดูเหมือนจะชัดเจนมากขึ้นอีก โดยเฉพาะ บริการส่งพัสดุผ่านล็อคเกอร์ หรือที่เรียก drop-off locker ที่มี..

by SME Thailand| 12 พย. 2018

​ส่องกลยุทธ์ Jollibee เชนฟาสต์ฟูดฟิลิปปินส์ รุกอย่างไรในตลาดต่างประเทศ

ใครว่า จอลลี่บี (Jollibee) แบรนด์ฟาสต์ฟูดไก่ทอดของฟิลิปปินส์ จะเติบโตและแข็งแกร่งเฉพาะในประเทศเท่านั้น วันนี้จอลลี่บีพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ตลาดต่างป..

by SME Thailand| 05 พย. 2018